ตอนที่ 3

***บทที่ 3: มิตรภาพจากเพื่อนบ้าน***

แม้เพลิงแห่งความหวังจะถูกจุดขึ้นในใจ ทว่าเสียงประท้วงจากกระเพาะที่ว่างเปล่ากลับดังขึ้นมาเป็นระลอก ความหิวโหยและความอ่อนล้ายังคงเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องจัดการให้ลุล่วงโดยเร็วที่สุด

เสิ่นโหรวเจียลูบท้องที่แฟบเรียบของตนเองเบาๆ พลังใจนั้นมีแล้ว แต่พลังกายยังคงขาดแคลน นางสูดลมหายใจลึก กวาดตามองไปรอบกระท่อมอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจก้าวออกจากประตูที่ผุพัง

ภายนอกกระท่อมคือถนนชิงผิงที่ยังคงมีผู้คนสัญจรไปมาอยู่บ้างประปราย แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมา ทำให้ความหนาวเย็นบรรเทาลงเล็กน้อย นางไม่คิดจะขอความช่วยเหลือจากผู้ใด แต่เลือกที่จะเดินเลียบไปตามชายป่าข้างทาง สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเชฟมืออาชีพกวาดสำรวจพงหญ้าและต้นไม้ใบหญ้าอย่างละเอียด

ในยุคสมัยที่ขาดแคลนเครื่องปรุงรสเลิศ วัตถุดิบจากธรรมชาติคือขุมทรัพย์ที่ดีที่สุด นางจดจำพืชผักป่าที่กินได้หลายชนิดจากความรู้ในชาติภพก่อน เพียงไม่นานก็ได้ต้นหอมป่ามาหนึ่งกำเล็กๆ และผักป่ารสขมอีกเล็กน้อย แม้จะไม่มาก แต่ก็พอจะทำให้นางประทังชีวิตไปได้อีกหนึ่งมื้อ

ขณะที่นางกำลังก้มหน้าก้มตาใช้กิ่งไม้แห้งขุดหาหัวมันป่าอยู่นั้นเอง เสียงทักทายที่เจือความลังเลก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

"นั่น... หนูโหรวเจียใช่หรือไม่?"

เสิ่นโหรวเจียชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมอง นางเห็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบกำลังยืนถือจอบมองมาที่นางด้วยแววตาสงสารปนแปลกใจ สตรีผู้นั้นมีใบหน้ากร้านแดดและรอยย่นตามวัย แต่ดวงตากลับเปี่ยมไปด้วยความเมตตา

ในความทรงจำของร่างเดิม สตรีผู้นี้คือฟางซื่อ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าป้าฟาง นางมีที่นาและสวนผักผืนเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากกระท่อมแห่งนี้ นับเป็นเพื่อนบ้านเพียงคนเดียวที่เคยหยิบยื่นน้ำแกงร้อนๆ ให้เจ้าของร่างเดิมในยามที่ล้มป่วย

"เจ้าค่ะท่านป้าฟาง ข้าเอง" เสิ่นโหรวเจียยืดตัวตรงแล้วประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

ฟางซื่อเดินเข้ามาใกล้ ทอดสายตามองผักป่าในมือนางและสภาพซูบผอมของหญิงสาวแล้วก็อดทอดถอนใจมิได้ "โธ่เอ๊ย... เหตุใดจึงผ่ายผอมลงถึงเพียงนี้ นี่เจ้าไปหาเก็บของป่ากินประทังชีวิตหรอกหรือ?"

"เจ้าค่ะ ที่บ้านไม่มีสิ่งใดเหลือแล้ว" เสิ่นโหรวเจียตอบตามความจริง ไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบังความลำบากของตนเอง

แววตาของฟางซื่อฉายแววเวทนายิ่งขึ้น นางส่ายศีรษะช้าๆ "ญาติพี่น้องของเจ้าก็ใจดำเกินไปแล้ว ทรัพย์สมบัติของบิดามารดาเจ้ามีไม่น้อย เหตุใดจึงปล่อยให้เจ้าต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้"

กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินกลับไปยังแปลงผักของตนที่อยู่ใกล้ๆ แล้วใช้มือหักผักกาดขาวหัวใหญ่อวบอ้วนที่ดูสดกรอบน่ากินขึ้นมาสองหัว ก่อนจะเดินนำกลับมาส่งให้เสิ่นโหรวเจีย "เอาไปเถอะ ถือว่าป้าให้ ผักป่าพวกนั้นทั้งขมทั้งเฝื่อน กินเข้าไปจะยิ่งระคายท้องเสียเปล่าๆ"

เสิ่นโหรวเจียรับผักกาดมาไว้ในอ้อมแขน ความหนักอึ้งและไอเย็นสดชื่นของมันทำให้นางรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ในยามที่อับจนหนทางที่สุด น้ำใจเพียงเล็กน้อยจากคนแปลกหน้ากลับมีค่ามากกว่าทองคำพันชั่งนัก

"ขอบคุณท่านป้าฟางยิ่งนัก น้ำใจของท่าน... ข้าเสิ่นโหรวเจียจะจดจำไว้ไม่ลืม"

"เรื่องเล็กน้อยน่า" ฟางซื่อโบกมือ ก่อนที่สีหน้าของนางจะเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย นางลดเสียงลงแล้วขยับเข้ามาใกล้ "โหรวเจีย... มีเรื่องหนึ่งที่ป้าต้องเตือนเจ้า เมื่อเช้านี้ป้าเห็นเสิ่นต้าเฉียง พี่ชายของเจ้า เดินหน้าชื่นตาบานไปทางศาลาว่าการเมือง แว่วๆ ว่าจะไปขอทำเรื่อง 'ยืนยัน' โฉนดที่ดินกระท่อมหลังนี้ใหม่"

หัวใจของเสิ่นโหรวเจียกระตุกวูบ!

"ยืนยันโฉนดใหม่หรือเจ้าคะ?" นางทวนคำด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นลงหลายส่วน

"ใช่แล้ว" ฟางซื่อพยักหน้าอย่างกังวล "ป้าก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้หรอกนะ แต่ดูท่าทางแล้วไม่น่าใช่เรื่องดี เจ้าต้องระวังตัวไว้ให้มาก พี่ชายกับพี่สะใภ้ของเจ้าไม่ใช่คนดีอันใดเลย"

ประกายตาของเสิ่นโหรวเจียทอแสงเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว นางโค้งคำนับให้ฟางซื่ออีกครั้ง "ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านป้าที่ส่งข่าวเจ้าค่ะ"

หลังจากแยกกับฟางซื่อ เสิ่นโหรวเจียก็รีบเดินกลับกระท่อมทันที ข่าวเรื่องโฉนดที่ดินทำให้แผนการทุกอย่างของนางต้องเร่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนอื่นใด นางต้องฟื้นฟูร่างกายให้พร้อมเสียก่อน

นางนำผักกาดขาวสองหัว ผักป่าและต้นหอมที่หามาได้วางลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ จากนั้นจึงนำข้าวสารส่วนสุดท้ายที่เหลือติดก้นไหประมาณหนึ่งกำมือออกมาใส่ลงในหม้อดิน เติมน้ำจนเกือบเต็มแล้วยกขึ้นตั้งบนเตา

เมื่อจุดไฟเสร็จสรรพ นางจึงหันมาจัดการกับผักกาดขาว นางล้างมันด้วยน้ำสะอาดที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก่อนจะใช้มีดทำครัวบิ่นๆ หั่นมันเป็นชิ้นพอดีคำ รอจนน้ำในหม้อเดือดพล่านจึงใส่ข้าวสารและผักกาดลงไปพร้อมกัน

กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวใหม่และผักสดเริ่มลอยอวลไปทั่วกระท่อม เสิ่นโหรวเจียนั่งมองเปลวไฟใต้เตาอย่างเงียบงัน ในใจครุ่นคิดถึงคำเตือนของป้าฟาง ‘เสิ่นต้าเฉียง’... ลุงผู้นี้คิดจะตัดรากถอนโคนนางให้สิ้นซากจริงๆ! กระท่อมซอมซ่อหลังนี้คือปราการด่านสุดท้ายของนางแล้ว หากถูกยึดไปอีก นางคงไม่ต่างจากขอทานข้างถนนโดยสมบูรณ์

นางจะไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด!

เมื่อข้าวเริ่มสุกและน้ำงวดลงจนเป็นข้าวต้มข้นๆ นางจึงยื่นมือออกไปเบื้องหน้า พลางตั้งสมาธิในใจ ‘ระบบ ข้าต้องการแลกเกลือบริสุทธิ์’

[ท่านต้องการแลก ‘เกลือทะเลบริสุทธิ์’ 100 กรัม ใช้ 1 แต้มความอร่อย ยืนยันหรือไม่?]

‘ยืนยัน’

สิ้นคำสั่ง ถุงผ้าใบเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง เมื่อเปิดออกดูก็พบผลึกเกลือสีขาวสะอาดราวหิมะอยู่ภายใน แตกต่างจากเกลือเม็ดใหญ่สีขุ่นมัวที่ชาวบ้านใช้กันโดยสิ้นเชิง นี่คือหนึ่งในสินค้าพื้นฐานที่สุดในร้านค้าระบบ แต่มันคือของวิเศษสำหรับยุคนี้

เสิ่นโหรวเจียหยิบเกลือขึ้นมาเพียงหยิบมือเล็กๆ แล้วโรยลงไปในหม้อข้าวต้ม คนให้เข้ากันอีกสองสามครั้งก่อนจะยกลงจากเตา นางตักข้าวต้มร้อนๆ ใส่ชามบิ่นใบเดียวที่มีอยู่ กลิ่นหอมของข้าวต้มผักกาดก็พลันเข้มข้นและหอมหวานขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

นางเป่าเบาๆ แล้วจึงตักข้าวต้มคำแรกเข้าปาก

ทันทีที่ข้าวต้มสัมผัสลิ้น ดวงตาของเสิ่นโหรวเจียก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รสหวานตามธรรมชาติของผักกาดขาวที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม ผสานกับความหอมของเมล็ดข้าวที่แตกบาน และรสเค็มอ่อนๆ ที่กลมกล่อมอย่างพอดีจากเกลือบริสุทธิ์ ทุกอย่างผสมผสานกันอย่างลงตัวไร้ที่ติ

มันเป็นเพียงข้าวต้มผักธรรมดา แต่รสชาติกลับล้ำลึกและปลอบประโลมจิตใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากช่องท้องไปทั่วทุกอณูของร่างกายที่หิวโหย ขับไล่ความหนาวเหน็บและความอ่อนล้าออกไปจนหมดสิ้น นี่คือรสชาติแห่งการ ‘เยียวยา’ อย่างแท้จริง

นางกินข้าวต้มชามนั้นจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว พละกำลังที่เหือดหายไปนานค่อยๆ กลับคืนมาสู่ร่างกาย ความคิดที่เคยขุ่นมัวเพราะความหิวก็กลับมาปลอดโปร่งแจ่มชัดอีกครั้ง

เสิ่นโหรวเจียวางชามลง ดวงตาของนางทอประกายแน่วแน่และเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม นางหันไปมองทิศทางของศาลาว่าการเมืองหลินสุ่ยที่อยู่อีกฟากของเมือง ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน

เสิ่นต้าเฉียง... เจ้าคิดจะฮุบสมบัติชิ้นสุดท้ายของข้างั้นหรือ?

ฝันไปเถอะ! ในเมื่อสวรรค์ส่งข้ามาที่นี่ ก็เพื่อมาทวงทุกอย่างที่เป็นของข้าคืน