ตอนที่ 4

***บทที่ 4: แผนการหาเงินก้อนแรก***

หลังจากพลังงานอุ่นร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ขับไล่ความอ่อนล้าและความหิวโหยออกไปจนหมดสิ้น เสิ่นโหรวเจียก็มิได้รอช้าอีกต่อไป นางลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ดวงตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้ทอประกายเฉียบคมราวกับดาบเพิ่งออกจากฝัก

ในหัวของนางมีเพียงความคิดเดียวที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง นั่นคือ ‘เงิน’

ในยุคสมัยนี้ หรือยุคสมัยใดก็ตาม มีเงินก็มีอำนาจต่อรอง ไม่มีเงินก็เป็นได้เพียงมดปลวกให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ การจะทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของนางกลับมาจากเสิ่นต้าเฉียงและภรรยาใจคด การจะสืบหาความจริงเบื้องหลังการตายของบิดามารดา หรือแม้แต่การจะมีชีวิตรอดอย่างมีศักดิ์ศรี ล้วนต้องเริ่มต้นจากเงินทุนก้อนแรก

เสิ่นโหรวเจียหลับตาลง สมาธิจิตพุ่งตรงไปยังมิติในห้วงสำนึก หน้าต่างโปร่งแสงของ ‘ระบบสูตรอาหารวิเศษและร้านค้า’ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทันที

[แต้มความอร่อยคงเหลือ: 15 แต้ม]

แต้มเพียงน้อยนิดนี้คือสิ่งที่นางได้รับมาจากการเปิดใช้งานระบบในครั้งแรก มันไม่พอที่จะแลกสูตรอาหารชั้นเลิศหรือแปลนก่อสร้างใดๆ แต่สำหรับสินค้าพื้นฐานแล้ว...ยังพอจะทำอะไรได้บ้าง

นางใช้นิ้วไล่ดูรายการสินค้าในหมวดวัตถุดิบพื้นฐานอย่างรวดเร็ว สายตาของนางพลันหยุดลงที่สองรายการ ‘แป้งสาลีคุณภาพสูง’ และ ‘น้ำมันพืชบริสุทธิ์’

ในยุคต้าจิ่งนี้ ผู้คนนิยมใช้น้ำมันจากสัตว์ซึ่งมีกลิ่นสาบและขุ่นข้น ส่วนแป้งสาลีที่ชาวบ้านทั่วไปใช้ก็หยาบกระด้างและมีสิ่งเจือปน หากนางใช้วัตถุดิบชั้นยอดจากระบบมาทำอาหารง่ายๆ สักอย่าง ความแตกต่างของรสชาติย่อมปรากฏชัดเจนจนผู้คนต้องตกตะลึง

แผนการหนึ่งผุดขึ้นในสมองอันปราดเปรื่องของเชฟสาวระดับมิชลินอย่างรวดเร็ว... ของว่างที่ทำง่าย ขายคล่อง ใช้ต้นทุนไม่สูง และสามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของฝีมือได้อย่างชัดเจนที่สุด

‘แป้งทอดต้นหอม’ หรือที่นางรู้จักในชื่อ ‘ชงโหยวปิ่ง’ นั่นเอง

[ท่านต้องการแลกเปลี่ยน แป้งสาลีคุณภาพสูง (5 กิโลกรัม) ใช้ 5 แต้ม และ น้ำมันพืชบริสุทธิ์ (1 ไห) ใช้ 5 แต้ม หรือไม่?]

‘ยืนยันการแลกเปลี่ยน’

สิ้นคำสั่ง แต้มความอร่อยของนางก็ลดเหลือเพียง 5 แต้ม ทว่าเบื้องหน้าของนางพลันปรากฏถุงผ้าลินินสีขาวสะอาดและไหกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กขึ้นจากความว่างเปล่า

เสิ่นโหรวเจียรีบนำของทั้งสองสิ่งเข้าไปเก็บในกระท่อม นางเปิดถุงผ้าออกดู เนื้อแป้งด้านในขาวละเอียดนุ่มมือราวผงไข่มุก ปราศจากสิ่งเจือปนใดๆ ส่วนน้ำมันในไหก็ใสสะอาดราวกับน้ำค้างยามเช้า ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของพืชพรรณธรรมชาติ แค่เห็นวัตถุดิบก็รู้ได้ทันทีว่าอาหารที่ทำออกมาจะต้องเลิศรสกว่าปกติหลายเท่าตัว

เมื่อได้วัตถุดิบหลักแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการเตรียมการ นางกวาดสายตามองไปรอบกระท่อมที่ผุพัง ก่อนจะตัดสินใจใช้พื้นที่ว่างด้านหน้ากระท่อมซึ่งติดกับถนนชิงผิงเป็นทำเลค้าขายชั่วคราว ถนนเส้นนี้แม้จะอยู่นอกเมือง แต่ก็เป็นเส้นทางสัญจรหลักที่ผู้คนและขบวนคาราวานต้องผ่านเข้าออกเมืองหลินสุ่ยอยู่ตลอดทั้งวัน

นางรวบรวมก้อนหินใหญ่สามก้อนมาตั้งเป็นเตาอย่างง่ายๆ แล้วนำกระทะเหล็กเก่าคร่ำคร่าที่พอจะหาได้ในกระท่อมมาขัดถูจนสะอาดวางลงไป จากนั้นจึงออกไปเสาะหาต้นหอมป่าที่ขึ้นอยู่ตามชายป่ารกชัฏไม่ไกลนัก โชคดีที่นางหามาได้กำใหญ่

ทุกอย่างพร้อมแล้ว!

เสิ่นโหรวเจียนำแป้งสาลีส่วนหนึ่งออกมาใส่ในอ่างไม้เก่าๆ นางแบ่งแป้งเป็นสองส่วน แล้วเริ่มแสดงทักษะการนวดแป้งที่สั่งสมมานานปี ความรู้จากการเป็นเชฟมิชลินถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างคล่องแคล่ว

นางใช้น้ำร้อนลวกแป้งส่วนหนึ่งอย่างรวดเร็วเพื่อให้เนื้อแป้งที่ได้มีความนุ่ม จากนั้นจึงใช้น้ำเย็นจัดผสมกับแป้งอีกส่วนเพื่อให้ได้ความกรอบเมื่อนำไปทอด นี่คือเคล็ดลับที่คนในยุคนี้ไม่เคยรู้มาก่อน!

นางนวดแป้งทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันจนเนื้อเนียนละเอียด ยืดหยุ่นได้ที่ จากนั้นจึงพักแป้งไว้ครู่หนึ่ง แล้วจึงนำมาคลึงเป็นแผ่นบาง ทาด้วยน้ำมันพืชบริสุทธิ์จากระบบจนทั่ว โรยด้วยเกลือเล็กน้อย และโปรยต้นหอมซอยจนเต็มแผ่นแป้ง ก่อนจะม้วนและขดให้เป็นก้อนกลมอีกครั้งเพื่อรอทอด การทำเช่นนี้จะทำให้แป้งทอดที่ได้มีลักษณะเป็นชั้นๆ บางกรอบ สอดแทรกด้วยความหอมของต้นหอมในทุกอณู

เมื่อเตรียมแป้งเสร็จเรียบร้อย ดวงตะวันก็เริ่มคล้อยบ่าย ผู้คนเริ่มสัญจรบนถนนชิงผิงหนาตาขึ้น เสิ่นโหรวเจียจึงจุดไฟใส่เตาหินทันที

เปลวไฟสีส้มเลียไล้ก้นกระทะเหล็กจนร้อนได้ที่ นางจึงรินน้ำมันพืชใสสะอาดลงไป เสียง ‘ฉ่า’ เบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของน้ำมันที่ร้อนระอุซึ่งแตกต่างจากกลิ่นน้ำมันสัตว์อย่างสิ้นเชิง

นางหยิบก้อนแป้งที่เตรียมไว้มากดให้แบนเป็นแผ่นกลม แล้วบรรจงวางลงบนกระทะ

‘ฉ่าาาาา!’

เสียงแป้งสดสัมผัสกับน้ำมันร้อนดังกังวานขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมอันน่าอัศจรรย์ที่ระเบิดออกมาในบัดดล!

กลิ่นหอมของแป้งสาลีชั้นดีที่ค่อยๆ ถูกทอดจนเป็นสีเหลืองทอง ผสมผสานเข้ากับกลิ่นไหม้เล็กๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของต้นหอมที่ถูกความร้อนขับกลิ่นออกมา มันเป็นกลิ่นที่เรียบง่ายแต่กลับยั่วยวนชวนให้น้ำลายสออย่างรุนแรง กลิ่นหอมนั้นทรงพลังยิ่งนัก มันลอยลมไปตามถนนชิงผิง ปะทะเข้ากับจมูกของผู้คนที่กำลังสัญจรผ่านไปมา

ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่กำลังลากเกวียนบรรทุกสินค้าชะงักฝีเท้าทันควัน หนึ่งในนั้นสูดจมูกฟุดฟิด "กลิ่นอันใดกัน? หอมประหลาดนัก ไม่เคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อน"

"มาจากกระท่อมร้างตรงนั้น...ดูสิ มีแม่นางน้อยผู้หนึ่งกำลังทอดอะไรอยู่" อีกคนชี้ไปทางเสิ่นโหรวเจีย

ไม่นานนัก ผู้คนก็เริ่มเข้ามามุงดูแผงลอยชั่วคราวของนางด้วยความสนใจระคนสงสัย เด็กสาวหน้าตาสะสวยในชุดผ้าป่านเก่าๆ กับกระทะดำๆ หนึ่งใบ แต่ของที่นางกำลังทอดกลับส่งกลิ่นหอมหวนจนแทบจะสะกดวิญญาณคนได้

เสิ่นโหรวเจียยังคงมีสมาธิกับการทอดแป้ง นางพลิกแผ่นแป้งอย่างชำนาญ จนมันพองตัวขึ้นเล็กน้อยและกลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามทั่วทั้งแผ่นน่ารับประทานยิ่งนัก นางใช้ตะหลิวตบเบาๆ ที่ขอบแป้งเพื่อให้ชั้นภายในแยกออกจากกัน แล้วจึงคีบขึ้นมาวางบนใบตองที่เตรียมไว้

"แม่นาง นี่คือขนมอันใดรึ?" ชายลากเกวียนคนแรกที่ได้กลิ่นเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบ

เสิ่นโหรวเจียเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "นี่เรียกว่า 'ชงโหยวปิ่ง' เจ้าค่ะ หรือแป้งทอดต้นหอม แผ่นละสามอีแปะ"

สามอีแปะ! ราคานี้ทำให้หลายคนลังเล มันไม่ถูกเลยสำหรับของว่างชิ้นเดียว แต่กลิ่นที่หอมยั่วยวนตรงหน้าก็ทำให้พวกเขาตัดใจเดินจากไปไม่ลง

"ขอลองสักแผ่นเถิด" ในที่สุด ชายคนเดิมก็ตัดสินใจควักเงินออกมา เขาอยากจะรู้ให้ได้ว่าของที่กลิ่นหอมปานนี้จะมีรสชาติเป็นเช่นไร

เสิ่นโหรวเจียรับเงินมาด้วยรอยยิ้ม แล้วส่งแป้งทอดร้อนๆ ที่เพิ่งขึ้นจากกระทะให้เขาไป ชายผู้นั้นรับมาเป่าเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะกัดเข้าไปคำใหญ่

ทันทีที่ฟันของเขาสัมผัสกับแผ่นแป้ง...ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้าง!

ความกรอบ! เปลือกนอกกรอบสนั่น แต่เนื้อในกลับนุ่มและเหนียวหนึบอย่างไม่น่าเชื่อ! รสเค็มอ่อนๆ ของเกลือผสานกับความหวานและความหอมของต้นหอมที่แทรกอยู่ทุกชั้นของแป้ง เมื่อรวมกับความหอมมันของน้ำมันชั้นดีที่ไม่เลี่ยนเลยแม้แต่น้อย มันคือรสชาติสวรรค์ที่เขาไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนในชีวิต!

"อร่อย! อร่อยเหลือเชื่อ!" เขาร้องออกมาอย่างลืมตัว "กรอบนอกนุ่มใน หอมมันถึงใจ! ข้าขอกินอีกสองแผ่น!"

คำอุทานของเขาเปรียบเสมือนสัญญาณ ทุกคนที่กำลังลังเลต่างพากันกรูเข้ามาสั่งซื้อแป้งทอดของเสิ่นโหรวเจียทันที

"ข้าเอาแผ่นหนึ่ง!"

"ข้าสองแผ่น!"

"แม่นาง ทางนี้สามแผ่น!"

เพียงชั่วพริบตา แผงลอยเล็กๆ ของเสิ่นโหรวเจียก็ถูกผู้คนรุมล้อมจนแน่นขนัด นางต้องเร่งมือทอดแป้งเป็นระวิง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนหน้าผาก แต่ดวงตาของนางกลับเปล่งประกายแห่งความยินดี

ในขณะที่นางกำลังสาละวนกับการค้าขายครั้งแรกในชีวิตอย่างมีความสุขนั้นเอง พลันมีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้นจากปลายถนน

เสียงล้อรถม้าบดเบียดกับพื้นดินและเสียงกีบม้าจำนวนมากดังกังวานใกล้เข้ามาทุกขณะ ผู้คนที่กำลังมุงดูอยู่ต่างพากันแหวกทางให้อย่างรวดเร็ว

ขบวนคาราวานขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยรถม้าบรรทุกสินค้าหลายสิบคัน พร้อมด้วยองครักษ์คุ้มกันในชุดเกราะครบครันกำลังเคลื่อนตัวผ่านมาอย่างช้าๆ ท่าทางบ่งบอกว่าเป็นขบวนค้าที่มั่งคั่งและมีอิทธิพลอย่างยิ่ง

ทันใดนั้น รถม้าคันที่หรูหราที่สุดซึ่งแล่นนำอยู่หน้าขบวนพลันชะลอความเร็วลง ม่านหน้าต่างถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สวมอาภรณ์จากผ้าไหมเนื้อดี เขามีดวงตาที่เฉียบแหลมและท่าทางองอาจน่าเกรงขาม

ชายผู้นั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย จมูกของเขาขยับสูดกลิ่นในอากาศ แล้วสายตาอันคมกริบคู่นั้นก็จับจ้องตรงมายังแผงลอยเล็กๆ ของเสิ่นโหรวเจีย...เป้าหมายคือแป้งทอดสีทองในกระทะของนางอย่างไม่วางตา