ตอนที่ 7

***บทที่ 7: กลิ่นหอมเรียกแมลงวัน***

แสงอรุณรุ่งแห่งวันใหม่สาดส่องลงบนถนนชิงผิง ปลุกให้สรรพชีวิตตื่นจากนิทรา เสียงล้อเกวียนบดเบียดกับพื้นดินและเสียงฝีเท้าของผู้คนเริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าเสียงที่โดดเด่นและกลิ่นที่เย้ายวนที่สุดในยามนี้ กลับมาจากเพิงเล็กๆ ริมทาง

เสียงฉ่าฉ่าของแป้งที่ลงทอดในกระทะน้ำมันร้อนๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะที่น่าฟัง กลิ่นหอมกรุ่นของแป้งทอดและน้ำแกงรสเข้มข้นลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ดึงดูดผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาให้ต้องเหลียวมองและแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย

"เถ้าแก่เนี้ยน้อย ขอแป้งทอดสามชิ้น น้ำแกงชามหนึ่ง!"

"ทางนี้ขอสองชิ้น เพิ่มเนื้อด้วย!"

เสิ่นโหรวเจียและอาชิงทำงานกันอย่างคล่องแคล่วว่องไวดุจผีเสื้อโบยบินในสวนบุปผา แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มพึงพอใจของลูกค้าและกองเหรียญทองแดงที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ความเหนื่อยล้าก็คล้ายจะมลายหายไปสิ้น

ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวานั้นเอง พลันมีเสียงแหลมเสียดหูดังแทรกขึ้นมา ทำลายความกลมเกลียวทั้งหมดลงในพริบตา

"โอ้โห! กิจการรุ่งเรืองดีจริงนะหลานเจีย! ขายดีจนไม่มีเวลาเงยหน้าทักทายผู้หลักผู้ใหญ่เลยรึ!"

เพียงแค่ได้ยินน้ำเสียงนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นโหรวเจียก็พลันแข็งค้าง นางหันไปตามทิศทางของเสียงอย่างเชื่องช้า ร่างของสตรีวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีสันฉูดฉาดเกินวัยกำลังยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่ ปากที่ทาชาดแดงจัดของนางเบะออกอย่างไม่ปิดบังความดูแคลน หวังชุ่ยเจียว ป้าสะใภ้ใหญ่ของนางนั่นเอง

ชาวบ้านที่กำลังรอคิวและนั่งกินอยู่ต่างพากันชะงักมองเป็นตาเดียว บรรยากาศครึกครื้นเมื่อครู่เงียบสงัดลงทันที

หวังชุ่ยเจียวกวาดสายตาโลมเลียไปทั่วร้านเล็กๆ อย่างประเมินค่า ก่อนจะเดินอาดๆ เข้ามาหยุดตรงหน้ากระทะทองเหลืองใบใหญ่ นางสูดกลิ่นหอมฟุ้งเข้าไปเต็มปอดแล้วแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "หึ! กลิ่นหอมเช่นนี้ ไม่น่าแปลกใจที่เรียกคนมามุงได้มากมาย... แต่กลิ่นหอมก็มักจะเรียกแมลงวันมาตอมด้วยเช่นกัน เจ้าว่าจริงหรือไม่เล่า"

เสิ่นโหรวเจียยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย นางวางตะหลิวในมือลงแล้วประสานมือคำนับตามมารยาทอย่างเสียไม่ได้ "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ"

"ธุระรึ?" หวังชุ่ยเจียวแสร้งทำตาโต "ข้าเป็นป้าของเจ้า การมาเยี่ยมเยียนหลานสาวที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวต้องมีธุระด้วยหรือ? ข้าเพียงแค่เป็นห่วง กลัวว่าเจ้ายังเด็กจัดการเรื่องเงินทองไม่เป็น"

นางพูดพลางชี้ไปที่กล่องไม้เล็กๆ ที่ใช้เก็บเงิน "ดูสิ เงินมากมายขนาดนี้ หากเจ้าเก็บไว้กับตัวผู้เดียวจะเป็นอันตรายได้ ในฐานะผู้ใหญ่ ข้าควรจะช่วยเจ้าดูแล"

คำพูดไร้ยางอายทำให้อาชิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่เสิ่นโหรวเจียเพียงส่งสายตาปรามไว้ เด็กสาวจึงทำได้แค่ขบกรามแน่นและยืนสงบนิ่ง

"ไม่รบกวนท่านป้าสะใภ้ใหญ่หรอกเจ้าค่ะ เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ข้าจัดการเองได้" เสิ่นโหรวเจียตอบเสียงเย็นชา

หวังชุ่ยเจียวหน้าตึงขึ้นทันที นางทุบโต๊ะดังปัง! "จัดการเองรึ! เจ้าปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ เสิ่นโหรวเจีย! อย่าลืมว่าใครเป็นคนหาหมอมาดูอาการเจ้าตอนป่วยใกล้ตาย! อย่าลืมว่าตระกูลเสิ่นบ้านใหญ่ยังคงเป็นครอบครัวของเจ้า! บัดนี้เจ้ามีรายได้แล้ว กลับคิดจะฮุบไว้คนเดียวรึ! ช่างเป็นเด็กอกตัญญูสิ้นดี!"

เสียงเอะอะโวยวายของนางดึงดูดสายตาชาวบ้านให้เข้ามามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ

"ตามธรรมเนียมแล้ว รายได้ครึ่งหนึ่งของเจ้าจะต้องส่งมอบให้บ้านใหญ่เพื่อเป็นค่าดูแลและแสดงความกตัญญู!" หวังชุ่ยเจียวประกาศกร้าว "นำเงินมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!"

"ท่านป้าสะใภ้ใหญ่พูดเหลวไหล!" ชายวัยกลางคนที่เพิ่งกินแป้งทอดหมดชามทนไม่ไหว ลุกขึ้นตวาด "เถ้าแก่เนี้ยน้อยเปิดร้านด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง เหตุใดต้องแบ่งให้ท่านด้วย!"

"ใช่แล้ว! พวกเราเห็นอยู่ว่านางทำงานหนักเพียงใด!" หญิงชราอีกคนเสริม "ท่านเป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า แต่กลับมารังแกเด็กตัวคนเดียว ช่างน่าไม่อาย!"

เสียงสนับสนุนจากชาวบ้านทำให้หวังชุ่ยเจียวหน้าเขียวสลับแดงด้วยความอับอายและโกรธแค้น นางชี้หน้าด่ากราดไปทั่ว "พวกเจ้าเป็นใคร! นี่มันเรื่องในครอบครัวของข้า! อย่ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง!"

เสิ่นโหรวเจียเห็นว่าถึงเวลาแล้ว นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงบเยือกเย็นจนน่าประหลาด "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่... ท่านแน่ใจหรือว่าต้องการให้เป็นเรื่องใหญ่?"

หวังชุ่ยเจียวชะงัก หันมาจ้องเขม็ง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"

"ตามกฎหมายแห่งราชวงศ์ต้าจิ่ง ข้อที่สามร้อยเจ็ดสิบสี่ระบุไว้ชัดเจนว่า บุตรที่บรรลุนิติภาวะและแยกเรือนแล้ว ทรัพย์สินที่หามาได้ด้วยตนเองย่อมถือเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลโดยสมบูรณ์" เสิ่นโหรวเจียกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ "การที่ท่านมาเรียกร้องส่วนแบ่งเช่นนี้ ถือเป็นการข่มขู่กรรโชกทรัพย์ มีโทษโบยสามสิบที"

หวังชุ่ยเจียวเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อหู "นะ... นี่เจ้า! เจ้ากล้ายกกฎหมายขึ้นมาขู่ข้ารึ!"

"ข้าไม่ได้ขู่" เสิ่นโหรวเจียสบตานางตรงๆ แววตาของนางคมกริบดุจน้ำแข็ง "ข้าเพียงแค่กล่าวตามความจริง แต่หากท่านป้าสะใภ้ใหญ่ยังคงยืนกรานว่าเรื่องนี้ต้องไปถึงศาลาว่าการ... ก็ย่อมได้"

นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบกัดกินบรรยากาศรอบข้าง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลง แต่กลับหนักแน่นราวกับค้อนทุบ "ไหนๆ ก็จะไปถึงศาลาว่าการแล้ว เราอาจจะถือโอกาสนี้ให้ท่านเจ้าเมืองช่วยไต่สวนเรื่องทรัพย์สินและที่ดินของบิดามารดาข้าที่ท่านกับท่านลุงใหญ่ 'ช่วยดูแล' อยู่ไปด้วยเลยก็ดีนะเจ้าคะ ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าค่าเช่าจากที่ดินผืนงามผืนนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมามันหายไปที่ใดกันแน่"

คำพูดประโยคสุดท้ายของเสิ่นโหรวเจียไม่ต่างจากสายฟ้าที่ฟาดลงกลางกบาลของหวังชุ่ยเจียว!

ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริก พูดจาติดๆ ขัดๆ "เจ้า...เจ้า...นางเด็กสารเลว! เจ้ากล้า!"

เรื่องยักยอกสมบัติของน้องสามีเป็นความลับที่นางและสามีเก็บงำมาตลอด หากเรื่องนี้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาจริงๆ พวกนางต้องเดือดร้อนเป็นแน่!

หวังชุ่ยเจียวตระหนักได้ในทันทีว่าเด็กสาวตรงหน้านี้ไม่ใช่หลานสาวโง่เง่าขี้โรคคนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางกลายเป็นอสรพิษในคราบกระต่ายน้อยที่พร้อมจะฉกกัดได้ทุกเมื่อ!

เมื่อจนด้วยเหตุผลและถูกขู่กลับด้วยเรื่องที่ร้ายแรงกว่า หวังชุ่ยเจียวก็ทำได้เพียงกระทืบเท้าด้วยความเจ็บใจ นางชี้หน้าสาปแช่งเสิ่นโหรวเจียด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆ นานา ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระฟัดกระเฟียดจากไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะและสายตาสมเพชจากชาวบ้านโดยรอบ

เมื่อพายุสงบลง ทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ เสิ่นโหรวเจียโค้งขอบคุณชาวบ้านที่ช่วยเป็นปากเสียงให้ ก่อนจะหันกลับมาทำงานต่อ ทว่าในใจของนางกลับไม่ได้สงบลงเลยแม้แต่น้อย

นางรู้ดีว่าสตรีเช่นหวังชุ่ยเจียวไม่มีทางยอมรามือโดยง่าย การเผชิญหน้าในที่แจ้งล้มเหลวไปแล้ว แต่การลอบกัดในที่ลับ...ย่อมเป็นสิ่งที่นางถนัดนัก

ตกเย็นหลังเก็บร้านเรียบร้อยแล้ว ขณะที่อาชิงกำลังนับเงินด้วยความตื่นเต้น เสิ่นโหรวเจียกลับมีสีหน้าครุ่นคิด นางมองถุงเงินที่หนักอึ้งในมือ ก่อนจะแสร้งทำเป็นจัดเสื้อผ้าที่เอว แวบหนึ่งที่มือของนางเคลื่อนไหว ถุงเงินหนักอึ้งก็พลันหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ถูกเก็บเข้าไปในมิติลับส่วนตัวของนางอย่างปลอดภัยไร้ร่องรอย

เมื่อไม่มีทรัพย์สินล่อตาโจร อย่างน้อยก็ปลอดภัยไปได้เปลาะหนึ่ง

แต่สูตรอาหารเล่า? สูตรลับที่สร้างเงินทองเหล่านี้...มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถซ่อนไว้ในมิติได้

เสิ่นโหรวเจียทอดสายตามองความมืดที่เริ่มโรยตัวนอกกระท่อม ดวงตาของนางทอประกายเย็นเยียบ...ดูเหมือนว่าคืนนี้ นางคงต้องเตรียม 'ของขวัญ' ต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญไว้สักหน่อยแล้วกระมัง...