ซ่อนเร้นเมล็ดพันธุ์
เสิ่นหว่านเจียวกัดริมฝีปากที่แห้งผากจนห้อเลือด นิ้วมือที่หยาบกร้านและสั่นเทาค่อยๆ ดึงเส้นด้ายที่เย็บซ่อนตะเข็บชายเสื้อเก่าซอมซ่อออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังปกป้องสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต ฉู่ลั่วปิงจ้องมองการกระทำนั้นด้วยแววตาเรียบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับเกิดระลอกคลื่นแห่งความสงสัย
เมื่อตะเข็บถูกแหวกออก สิ่งที่ซ่อนอยู่หาใช่เศษเสบียงหรือของมีค่าอันใด ทว่ามันคือห่อผ้าฝ้ายขนาดเล็กจิ๋วที่เปื้อนฝุ่น เมื่อเสิ่นหว่านเจียวคลี่มันออกอย่างทะนุถนอม เผยให้เห็นเมล็ดพันธุ์ผักกาดและหัวไชเท้าจำนวนหนึ่งที่แห้งเหี่ยวแต่ยังคงความสมบูรณ์เอาไว้ได้
"ปิงเอ๋อร์..." น้ำเสียงของมารดาสั่นพร่า แววตาที่เคยมืดมนกลับทอประกายแห่งความหวังอันริบหรี่ "นี่คือเมล็ดพันธุ์ที่แม่แอบเก็บซ่อนไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดภัยแล้งและฝูงตั๊กแตนจะลงกินเมือง แม่ยอมอดตายแต่ไม่ยอมกลืนกินพวกมันลงท้อง... หากสวรรค์เบื้องบนยังพอมีความเมตตา ให้พวกเราฝ่าฟันไปจนถึงดินแดนทางใต้และมีผืนดินให้ตั้งรกราก เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ เป็นความหวังเดียวของครอบครัวเรา"
คำพูดประโยคนั้นกรีดลึกลงไปในหัวใจของฉู่ลั่วปิง แพทย์หญิงจากยุคอนาคตผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน นางสัมผัสได้ถึงความรักและความเข้มแข็งอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในร่างของสตรีผู้อ่อนแอคนนี้ แม้ในยามที่ความตายมายืนรออยู่เบื้องหน้า มารดาของนางก็ยังคงมองไปถึงอนาคตของบุตร
"ท่านแม่ ท่านเก็บมันไว้กับตัวเช่นนี้ย่อมไม่ปลอดภัยเป็นแน่" ฉู่ลั่วปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่นุ่มนวล "หากท่านย่าหรือป้าใหญ่เกิดจับสังเกตได้และมาค้นเจอเข้า พวกนางต้องแย่งชิงไปทำลายหรือโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี มอบให้ข้าเป็นผู้เก็บรักษาเถิด ข้ามีวิธีซ่อนเร้นที่รับรองว่าไม่มีผู้ใดบนโลกใบนี้จะค้นหาพบ"
เสิ่นหว่านเจียวลังเลเพียงชั่วอึดใจ แต่เมื่อมองสบประสานกับดวงตาที่เยือกเย็นและแฝงไปด้วยความมั่นใจอย่างประหลาดของบุตรสาว นางก็พยักหน้ายอมรับอย่างว่าง่าย มารดาค่อยๆ เทเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นลงบนใจกลางฝ่ามือของฉู่ลั่วปิง
ทันทีที่เมล็ดพันธุ์สัมผัสผิวหนัง ฉู่ลั่วปิงเพียงแค่หลับตาลงและกำหนดจิตสั่งการผ่าน 'ระบบปัญญาประดิษฐ์' ที่ฝังรากลึกอยู่ในห้วงวิญญาณ พริบตาเดียว เมล็ดพันธุ์ผักกาดและหัวไชเท้าทั้งหมดก็อันตรธานหายไปจากฝ่ามือ ถูกส่งข้ามมิติเข้าไปยัง 'มิติสวนสมุนไพร' โดยไร้สุ้มเสียง
*[ระบบทำการประมวลผล... ตรวจพบเมล็ดพันธุ์พืชผัก ดำเนินการเพาะปลูกลงบนดินวิเศษ]*
เสียงไร้ความรู้สึกของระบบดังก้องขึ้นในโสตประสาท พร้อมกับภาพในห้วงจิตที่แสดงให้เห็นเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นถูกฝังลงในดินร่วนซุยที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ นี่คือการหว่านเมล็ดพันธุ์ชุดแรกในมิติลับของนาง ด้วยสรรพคุณของดินวิเศษที่สามารถเร่งการเจริญเติบโตได้ถึงสิบเท่า เพียงไม่กี่วัน พวกนางก็จะมีพืชผักสดใหม่ไว้ประทังชีวิต!
"พวกเจ้าสองแม่ลูกมาซุบซิบอันใดกันอยู่ตรงนี้!"
เสียงแหลมปรี๊ดดุจฝูงอีกาแตกรังดังแทรกขึ้นจากด้านหลังต้นไม้แห้ง หวังชุ่ยฮวา ป้าใหญ่แห่งบ้านตระกูลฉู่ก้าวฉับๆ เข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองท่าทางมีพิรุธของเสิ่นหว่านเจียวอย่างจับผิดและเต็มไปด้วยความมาดร้าย
"ข้าเห็นพวกเจ้าแอบล้วงของบางอย่างออกจากชายเสื้อ... บอกมาเดี๋ยวนี้! แอบซ่อนของกินเอาไว้ใช่หรือไม่! ในขณะที่ทุกคนในตระกูลกำลังจะอดตาย พวกเจ้ากลับเห็นแก่ตัวซุกซ่อนเสบียงเอาไว้กินเองงั้นรึ!" หวังชุ่ยฮวาตวาดลั่น พลางถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
เสิ่นหว่านเจียวหน้าซีดเผือด สัญชาตญาณความเป็นแม่ทำให้นางก้าวออกมาบังตัวฉู่ลั่วปิงเอาไว้ด้านหลังทันที "พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว ข้าเพียงแต่... เสื้อของข้าขาดปริ ข้าจึงก้มลงสำรวจดูเท่านั้น ไม่มีของกินอันใดซุกซ่อนอยู่เลยจริงๆ"
"ถุย! คิดว่าข้าโง่งมเขลาปัญญาหรืออย่างไร!"
หวังชุ่ยฮวาไม่รอให้เสียเวลาชี้แจง นางพุ่งพรวดเข้ามากระชากคอเสื้อของเสิ่นหว่านเจียว แล้วเริ่มใช้มือที่หยาบกระด้างรื้อค้นตามร่างกายและกระเป๋าเสื้อของน้องสะใภ้อย่างหยาบคาย เสิ่นหว่านเจียวพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่ด้วยเรี่ยวแรงที่น้อยกว่าและร่างกายที่ซูบผอม จึงถูกผลักจนเซไปกระแทกกับลำต้นไม้แห้ง
ฉู่ลั่วปิงหรี่ตาลง ประกายความเย็นชาดุจน้ำแข็งนับพันปีพาดผ่านนัยน์ตาคู่งาม นางไม่ได้พุ่งเข้าไปทุบตีหรือใช้กำลังกับป้าใหญ่ แต่กลับยืนกอดอกนิ่งสงบ มองดูการกระทำอันป่าเถื่อนนั้นด้วยสายตาเวทนาปนเหยียดหยาม
"ค้นให้ละเอียดเล่าป้าใหญ่" น้ำเสียงของฉู่ลั่วปิงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมเสียดแทงทะลุแก้วหู "หากท่านรื้อค้นจนทั่วแล้วไม่พบสิ่งใด ท่านจะรับผิดชอบต่อการหมิ่นประมาทและทำร้ายร่างกายมารดาของข้าอย่างไร? หรือว่าคนบ้านใหญ่ถนัดแต่การใช้กำลังรังแกคนป่วยและสตรีไร้ทางสู้ เพื่อแย่งชิงอากาศธาตุไปวันๆ?"
หวังชุ่ยฮวาชะงักมือที่กำลังล้วงควัก นางคลำจนทั่วตัวของเสิ่นหว่านเจียวแล้ว ทว่ากลับพบเพียงเศษฝุ่นและรอยเย็บตะเข็บที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เศษเปลือกไม้หรือเมล็ดข้าวสักครึ่งเมล็ด
"เป็นไปได้อย่างไร... เมื่อครู่ข้าเห็นเต็มสองตา..." ป้าใหญ่พึมพำอย่างหัวเสีย ใบหน้าอวบอูมแดงก่ำด้วยความอับอายและโทสะที่พลุ่งพล่าน
"สิ่งที่ท่านเห็น คงเป็นภาพหลอนเพราะความตะกละตะกลามและจิตใจที่เต็มไปด้วยความริษยาของตัวท่านเองกระมัง" ฉู่ลั่วปิงเอ่ยเยาะหยัน มุมปากยกยิ้มเย็น "หรือบางที สวรรค์อาจกำลังลงโทษคนใจบาปหยาบช้าที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น ให้เกิดจินตภาพภาพลวงตาจนเสียสติไปเอง"
คำพูดนั้นตอกหน้าหวังชุ่ยฮวาอย่างจังราวกับถูกตบด้วยหลังมือ นางอ้าปากพะงาบๆ สรรหาคำเถียงไม่ทัน กอปรกับสายตาของชาวบ้านในขบวนบางคนที่เริ่มหันมามองด้วยความรำคาญใจ ป้าใหญ่จึงได้แต่กระทืบเท้าอย่างขัดใจ ถ่มน้ำลายลงพื้นดินด้วยความเจ็บแค้น แล้วสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้ากลับไปรวมกลุ่มกับหลินซื่อ
เมื่อความวุ่นวายผ่านพ้นไป เสิ่นหว่านเจียวถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก นางหันมามองบุตรสาวด้วยแววตาประหลาดใจ ปนเปไปกับความชื่นชมที่ปิงเอ๋อร์ของนางเติบโตและมีความกล้าหาญฝีปากกล้าถึงเพียงนี้
การเดินทางดำเนินต่อไปอย่างยากลำบาก จนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีหม่น ความหนาวเย็นเยือกของยามค่ำคืนเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ความร้อนระอุ ร่างกายของฉู่ต้าจื้อที่ทนลากรถเข็นมาตลอดทั้งวันเริ่มโอนเอนโงนเงน ราวกับตะเกียงที่น้ำมันใกล้เหือดแห้งเต็มที
ขณะที่ทุกคนกำลังทรุดตัวลงหยุดพักเตรียมหลับนอนใต้ต้นไม้ใหญ่ ฉู่ลั่วปิงแสร้งหลับตาลงเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวในมิติอีกครั้ง
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนจากระบบปัญญาประดิษฐ์ดังกังวานขึ้นในโสตประสาทอย่างกะทันหัน
*[รายงานความคืบหน้า: เมล็ดพันธุ์ผักกาดและหัวไชเท้าดูดซับพลังจากดินวิเศษ แตกยอดอ่อนและเจริญเติบโตเข้าสู่ระยะที่หนึ่งแล้ว... พร้อมกันนี้ ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดและพลังงานชีวิตของบุคคลใน 'ครอบครัวแกนหลัก' ลดต่ำลงถึงขีดอันตรายสูงสุด หากไม่ได้รับสารอาหารเพื่อฟื้นฟูร่างกายภายในคืนนี้ อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน]*
ดวงตาของฉู่ลั่วปิงเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล สัญญาณเตือนนี้หมายความว่าชีวิตของบิดามารดาและน้องชายกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ นางไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป คืนนี้นางต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: น้ำซุปบำรุงในยามวิกาล]**