น้ำซุปบำรุงในยามวิกาล
รัตติกาลสงัดเงียบเชียบ มีเพียงเสียงสายลมแล้งที่พัดหวีดหวิวผ่านกิ่งไม้แห้งโกร๋น และเสียงกรนระงมของเหล่าผู้อพยพที่เหนื่อยล้าแทบขาดใจ โดยเฉพาะเสียงกรนคำรามราวกับหมูป่าของลุงใหญ่ฉู่ต้าเฉียงที่ดังกลบทุกสรรพสิ่ง ฉู่ลั่วปิงยังคงนอนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ทว่าดวงจิตของนางกลับดิ่งลึกลงสู่ห้วงมิติลับส่วนตัวอย่างเงียบงัน
เมื่อลืมตาขึ้นในมิติเบื้องหลังจิตวิญญาณ อากาศบริสุทธิ์ที่อวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตก็ปะทะเข้ากับใบหน้า ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางรอนแรมพลันมลายสิ้นเบื้องหน้าแปลงดินวิเศษขนาดหนึ่งหมู่ที่บัดนี้ไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป
เมล็ดพันธุ์ผักกาดที่เสิ่นหว่านเจียวแอบซ่อนไว้และเพิ่งปลูกลงดินไปเมื่อไม่นาน บัดนี้ได้ดูดซับพลังปราณจากดินวิเศษและน้ำพุสวรรค์จนแตกยอดอ่อนสีเขียวมรกต ใบของมันอวบอิ่ม ชูช่อระยิบระยับราวกับหยกสลัก แม้จะยังไม่โตเต็มที่จนเก็บเกี่ยวได้ทั้งหัว แต่ยอดอ่อนเหล่านี้ก็อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตที่มากพอจะยื้อลมหายใจของผู้ที่กำลังจะอดตาย
ดวงตาของฉู่ลั่วปิงทอประกายความหวัง นางสั่งการในใจอย่างรวดเร็ว
‘ระบบ ตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการ และประมวลผลสกัดสารอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสภาพร่างกายที่ขาดแคลนขั้นวิกฤต’
*[รับทราบ... กำลังวิเคราะห์ยอดอ่อนผักกาดและองค์ประกอบของน้ำพุวิเศษ...]* เสียงไร้อารมณ์ของปัญญาประดิษฐ์ดังขึ้นในโสตประสาท *[คำนวณอัตราส่วนเสร็จสิ้น แนะนำให้ใช้ยอดอ่อนผักกาดสิบสองใบ ต้มรวมกับน้ำพุวิเศษบริสุทธิ์ในอุณหภูมิคงที่เพื่อกระตุ้นสรรพคุณทางยาให้ผสานกันอย่างสมบูรณ์ จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของอวัยวะภายในที่ล้มเหลวชั่วคราวได้]*
ฉู่ลั่วปิงไม่รอช้า นางเด็ดยอดอ่อนผักกาดที่สดกรอบอย่างระมัดระวัง นำไปล้างในลำธารน้ำพุวิเศษ ก่อนจะหยิบหม้อดินเผาใบเล็กที่นางแอบเก็บเข้ามาซ่อนไว้ในมิติเมื่อวันก่อนขึ้นมา จัดการตวงน้ำพุวิเศษตามปริมาณที่ระบบคำนวณไว้อย่างแม่นยำ ด้วยความสามารถของระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ผสานเข้ากับพลังของมิติ นางสามารถควบคุมความร้อนของกองไฟเล็กๆ ได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง
เพียงไม่นาน น้ำในหม้อดินก็เดือดพล่าน ยอดผักกาดสีมรกตค่อยๆ คลายสารอาหารและพลังชีวิตออกมาผสมผสานกับความบริสุทธิ์ของน้ำพุวิเศษ กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปที่อุดมไปด้วยโอสถทิพย์ลอยกรุ่นขึ้นมา ทว่าฉู่ลั่วปิงควบคุมให้กลิ่นหอมนี้จำกัดอยู่เพียงในมิติเท่านั้น มิให้เล็ดลอดออกไปเตะจมูกสุนัขหิวโซอย่างหวังชุ่ยฮวาหรือหลินซื่อในโลกภายนอกเด็ดขาด
เมื่อซุปผักกาดได้ที่ นางจึงถ่ายเทน้ำซุปสีเขียวใสราวมรกตลงในชามไม้เก่าๆ สามใบ แล้วดึงสติกลับคืนสู่ร่างเนื้อในโลกความเป็นจริง
ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุม ฉู่ลั่วปิงขยับตัวอย่างแผ่วเบาที่สุด นางคลานเข้าไปหาบิดามารดาและน้องชายที่นอนขดตัวรวมกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน มือเรียวเอื้อมไปเขย่าไหล่ของฉู่ต้าจื้อและเสิ่นหว่านเจียวเบาๆ พร้อมกับปิดปากพวกเขาไว้ไม่ให้ส่งเสียงร้องตกใจ
"ท่านพ่อ ท่านแม่... ตื่นเถิดเจ้าค่ะ" นางกระซิบเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม
ฉู่ต้าจื้อลืมตาขึ้นด้วยความงุนงง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านจากความหนาวและตื่นตัวจากสัญชาตญาณระวังภัย ส่วนเสิ่นหว่านเจียวนั้นตื่นขึ้นมาพร้อมกับกอดร่างของฉู่เสี่ยวเฉินไว้แน่น ทว่าเมื่อพวกเขาเห็นว่าเป็นบุตรสาวคนโต ทั้งสองจึงผ่อนลมหายใจลง
ฉู่ลั่วปิงเลิกชายผ้าห่มขึ้นคลุมเหนือศีรษะของพวกเขาสี่คนพ่อแม่ลูกเพื่อบดบังสายตาจากภายนอก ก่อนจะหยิบชามไม้ที่ซ่อนไว้ออกมา
ทันทีที่ไออุ่นและกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำซุปแตะจมูก ดวงตาของฉู่ต้าจื้อก็เบิกกว้างขึ้นในความมืด เขาจ้องมองชามน้ำซุปในมือบุตรสาวราวกับเห็นภาพลวงตา ลำคอที่แห้งผากลอบกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก
"ปิง... ปิงเอ๋อร์ นี่มัน..." ชายผู้ซื่อสัตย์เอ่ยตะกุกตะกัก น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความตกตะลึง
"ชู่ว... เบาเสียงลงเจ้าค่ะ" ฉู่ลั่วปิงเอานิ้วแตะริมฝีปาก ก่อนจะแต่งเรื่องโป้ปดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "ข้าแอบออกไปสำรวจรอบๆ บริเวณนี้ ขุดคุ้ยดูใต้โขดหินลึก โชคดีพบรากไม้และยอดหญ้าที่ยังพอมีชีวิตรอดหลงเหลืออยู่ จึงนำมาคั้นและต้มรวมกับหยาดน้ำค้างยามค่ำคืนที่รองไว้... รีบดื่มเถิดเจ้าค่ะ ก่อนที่พวกสายหลักจะตื่นมาพบเข้า"
เสิ่นหว่านเจียวไม่มีข้อกังขาใดๆ นางเชื่อใจบุตรสาวอย่างหมดหัวใจ มือที่สั่นเทารับชามซุปมา ป้อนให้ฉู่เสี่ยวเฉินที่เพิ่งงัวเงียตื่นขึ้นมากินก่อนเป็นอันดับแรก เด็กน้อยจิบน้ำซุปอุ่นๆ ลงคอ ดวงตาที่เคยหม่นหมองพลันเปล่งประกาย รสชาติของมันมิใช่ความขมปร่าของรากไม้ ทว่ากลับหวานล้ำและอบอุ่น ไหลเวียนลงสู่กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าราวกับสายน้ำอุ่นที่ละลายน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ เพียงไม่กี่อึก ใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับกระดาษของเสี่ยวเฉินก็เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย
"พี่ใหญ่... อร่อยมากเลยขอรับ" เสี่ยวเฉินกระซิบเสียงใส ฉู่ลั่วปิงลูบศีรษะน้องชายด้วยความเอ็นดู
ฉู่ต้าจื้อรับชามของตนมาประคองไว้ด้วยมือที่สั่นเทา เขาดื่มน้ำซุปเข้าไปอึกหนึ่ง ความอบอุ่นและพลังงานสายหนึ่งแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย กล้ามเนื้อที่ปวดร้าวและอ่อนล้าจนแทบขยับไม่ไหวกลับฟื้นคืนเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ น้ำตาของลูกผู้ชายร่วงหล่นลงกระทบหลังมือ เขาซาบซึ้งใจในความกตัญญูและความสามารถของบุตรสาวยิ่งนัก
ทว่า เมื่อดื่มไปได้เพียงครึ่งชาม ความคิดเดิมๆ ที่ฝังรากลึกในหัวใจของบุตรชายผู้กตัญญูก็ผุดขึ้นมาทำร้ายเขาอีกครั้ง ฉู่ต้าจื้อชะงักมือที่กำลังถือชาม หันไปมองทางทิศที่หลินซื่อนอนพักอยู่
"ปิงเอ๋อร์... ซุปนี่ดีต่อร่างกายนัก ท่านย่าของเจ้าก็ตรากตรำลำบากมามาก ทั้งยังอายุมากแล้ว หากข้าจะเหลือซุปครึ่งชามนี้... แอบนำไปให้ท่านย่าของเจ้าได้จิบสักหน่อย..."
คำพูดของเขาหยุดชะงักลงกลางคัน เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างของบุตรสาว
ฉู่ลั่วปิงมองบิดาด้วยสายตาที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งความผูกพันหรือความเห็นใจใดๆ ต่อย่าผู้ชั่วร้าย นางไม่ได้ตะคอก แต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำและเฉียบขาดจนบาดลึกถึงกระดูก
"ท่านพ่อ... ท่านอยากเห็นท่านแม่กับเสี่ยวเฉินตายไปต่อหน้าต่อตาท่านหรือเจ้าคะ?"
ฉู่ต้าจื้อสะดุ้งเฮือก "ปะ... เปล่า ข้าเพียงแค่..."
"หากท่านนำซุปนี้ไปให้ท่านย่า ท่านคิดหรือว่านางจะซาบซึ้งใจ?" ฉู่ลั่วปิงต้อนด้วยเหตุผลที่คมกริบ "นางจะตะคอกถามว่าท่านเอามาจากไหน นางจะค้นตัวพวกเรา ค้นข้าวของที่เหลืออยู่ของพวกเรา นางจะหาว่าพวกเราแอบซ่อนอาหารไว้กินเอง และเมื่อนางรู้ว่าข้าหามาได้ นางจะบีบบังคับให้ข้าออกไปหามาประเคนให้ท่านลุงใหญ่และพี่จินเป่ากินจนอิ่มหนำ... ส่วนพวกเรา? พวกเราก็จะต้องกลับไปอดตาย เป็นทาสรับใช้ให้พวกเขาเหยียบย่ำจนสิ้นใจอยู่ริมทาง!"
คำพูดของนางราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางแสกหน้าของฉู่ต้าจื้อ ภาพความโหดร้ายที่หลินซื่อและครอบครัวลุงใหญ่กระทำต่อภรรยาและลูกๆ ของเขาลอยเข้ามาในหัวฉากแล้วฉากเล่า
"หยาดน้ำค้างและรากไม้นี้ ข้าแลกมาด้วยชีวิตเพื่อต่อลมหายใจให้ครอบครัวของเรา" ฉู่ลั่วปิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบิดา ไม่ยอมให้เขาหลบเลี่ยง "หากท่านเลือกที่จะกตัญญูต่อผู้ที่อยากเห็นพวกเราตาย ก็จงเทซุปนั้นทิ้งเสียเถิด แล้วพรุ่งนี้เช้า... ท่านก็เตรียมขุดหลุมฝังศพให้ข้า ท่านแม่ และเสี่ยวเฉินได้เลย"
ฉู่ต้าจื้อเบิกตากว้าง เขามองดวงตาของบุตรสาว... มันมิใช่ดวงตาของเด็กสาวผู้อ่อนแอขี้ขลาดคนเดิมอีกต่อไป แต่มันคือดวงตาของพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อปกป้องฝูงของตน เป็นความเด็ดเดี่ยวและเฉียบขาดที่ทำให้ผู้เป็นบิดาเช่นเขาถึงกับลอบกลืนน้ำลายด้วยความยำเกรง
เขาหันไปมองเสิ่นหว่านเจียวที่กำลังลูบหลังเสี่ยวเฉินด้วยแววตาหวาดหวั่น ภรรยาของเขาผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก บุตรชายของเขาเพิ่งรอดพ้นจากปากเหวแห่งความตาย ฉู่ต้าจื้อหลับตาลงแน่น หยาดน้ำตาแห่งความอดสูไหลริน ก่อนที่เขาจะยกชามขึ้นดื่มน้ำซุปที่เหลือจนหมดเกลี้ยงโดยไม่เอ่ยคำใดอีก
เขาเข้าใจแล้ว... บุตรสาวของเขาเติบโตขึ้นและมองโลกตามความเป็นจริง ส่วนตัวเขาต่างหากที่ยังคงโง่งม
เมื่อทุกคนจัดการอาหารมื้อดึกจนหมดสิ้น ฉู่ลั่วปิงก็จัดการกลบฝังร่องรอยทุกอย่างจนแนบเนียน ครอบครัวสายรองได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มด้วยพลังจากน้ำพุวิเศษที่คอยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอตลอดทั้งคืน
จนกระทั่งรุ่งสางมาเยือน ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีเทาหม่น ผู้อพยพบางส่วนเริ่มขยับตัวตื่น ฉู่ลั่วปิงที่เพิ่งลุกขึ้นนั่งและกำลังจัดเก็บผ้าห่ม กลับต้องชะงักเมื่อหูของนางแว่วเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันแสนคุ้นเคยดังมาจากไม่ไกล
เมื่อหันไปมอง นางก็พบกับร่างอ้วนท้วนของฉู่จินเป่า ลูกพี่ลูกน้องนิสัยเสียที่ตื่นก่อนใครเพื่อน มันกำลังยืนอยู่เหนือห่อสัมภาระซอมซ่อของครอบครัวสายรอง รอยยิ้มมาดร้ายปรากฏบนใบหน้าอูมๆ ขณะที่เท้าของมันเงื้อง่าขึ้นสูง หมายมั่นจะเตะกระบอกน้ำและชามไม้ใบเก่าของฉู่เสี่ยวเฉินให้แตกหักพังทลายเพื่อระบายความหงุดหงิดในยามเช้า
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หญ้าคันคะเยอ]**