หญ้าคันคะเยอ
"เพล้ง!"
เสียงแตกร้าวของไม้แห้งกรอบดังสนั่นขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของยามรุ่งสาง กระบอกน้ำไม้ไผ่และชามไม้ใบเก่าของฉู่เสี่ยวเฉินถูกปลายเท้าอวบอ้วนของฉู่จินเป่าเตะจนกระเด็นไปกระแทกกับโขดหิน หยาดน้ำอันล้ำค่าที่เหลือติดก้นชามเพียงน้อยนิดสาดกระเซ็นลงสู่ผืนดินที่แตกระแหง ก่อนจะถูกสูบกลืนหายไปในพริบตา
"ฮ่าๆๆ! สมน้ำหน้า! ใครใช้ให้พวกเจ้าเอาของชั้นต่ำมาวางเกะกะสายตาข้าแต่เช้าเล่า!" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ขัดกับสภาวะอดอยากดังขึ้นอย่างจองหอง ใบหน้าอูมๆ ของมันเต็มไปด้วยความสะใจเมื่อเห็นแววตาตื่นตระหนกของญาติผู้น้อง
ฉู่เสี่ยวเฉินร่างสั่นเทา เด็กน้อยรีบคลานเข่าเข้าไปกอดเศษชามไม้ที่แตกหัก หยาดน้ำตาแห่งความเสียดายและหวาดกลัวรื้นขึ้นมาในดวงตากลมโต ทว่ากลับไม่กล้าส่งเสียงสะอื้นออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เพราะรู้ดีว่าหากร้องไห้ จะต้องถูกทุบตีซ้ำเติมอีกอย่างแน่นอน
เสิ่นหว่านเจียวหน้าซีดเผือด รีบถลันตัวเข้าไปโอบกอดบุตรชายไว้แน่น ในขณะที่ฉู่ต้าจื้อผู้เป็นบิดากำหมัดแน่นจนข้อต่อขาวซีด ทว่าความเคยชินที่ถูกกดขี่มาทั้งชีวิตทำให้เขาได้แต่ยืนอึกอัก ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากต่อว่าหลานชายคนโตของตระกูล
ทว่าผู้ที่เคลื่อนไหวเร็วกว่าใครคือฉู่ลั่วปิง ร่างบางผุดลุกขึ้นยืนหยัดอย่างมั่นคง ดวงตาหงส์ที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ทอประกายเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งหมื่นปีใต้ขั้วโลก นางก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้า หมายจะสั่งสอนเจ้าเด็กสารเลวผู้นี้ให้รู้สำนึก
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น! เอะอะโวยวายแต่เช้า!"
เสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจของแม่เฒ่าหลินดังแทรกขึ้น หญิงชราเดินกระเผลกเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง ทันทีที่สายตาฝ้าฟางมองเห็นชามไม้ที่แตกหักและหลานชายสุดที่รักยืนอยู่ นางก็มิได้ไถ่ถามหาความจริงแต่อย่างใด กลับหันมาตวาดใส่ครอบครัวสายรองอย่างเกรี้ยวกราด
"พวกเจ้าตัวไร้ค่า! กล้าดีอย่างไรเอาของโสโครกมาวางเกะกะทางเดินของจินเป่าหลานข้า! หากหลานรักของข้าสะดุดล้มจนบาดเจ็บขึ้นมา พวกเจ้าทั้งครอบครัวมีกี่หัวก็ชดใช้ไม่พอ! ยังไม่รีบเก็บกวาดแล้วไสหัวไปเตรียมตัวออกเดินทางอีก!"
ความลำเอียงอันน่าสะอิดสะเอียนนี้ทำให้เพลิงโทสะในอกของฉู่ลั่วปิงลุกโชน นางรู้ดีว่าในยุคสมัยที่ความกตัญญูค้ำคอเช่นนี้ การใช้กำลังปะทะกับผู้อาวุโสหรือคนในตระกูลโดยตรงย่อมนำมาซึ่งข้อครหาและอาจถูกขับไล่ออกจากขบวนอพยพ ซึ่งในยามนี้ครอบครัวของนางยังไม่พร้อมที่จะแยกตัวออกไปเผชิญอันตรายตามลำพัง
ฉู่ลั่วปิงสูดลมหายใจเข้าลึก ระงับความโกรธเกรี้ยวไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบสนิท นางดึงแขนบิดาที่กำลังจะเอ่ยปากขอโทษเอาไว้ แล้วเป็นฝ่ายพยุงมารดาและน้องชายให้ลุกขึ้นอย่างเงียบงัน ดวงตาของนางปรายมองฉู่จินเป่าและแม่เฒ่าหลินเพียงแวบเดียว... เป็นแววตาของมัจจุราชที่กำลังจดจ้องมองเหยื่ออันโอชะ
'ในเมื่อชอบรังแกผู้อื่นนัก ข้าก็จะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความทรมานที่แท้จริง'
เมื่อดวงตะวันลอยเด่นเหนือศีรษะ ขบวนอพยพก็เคลื่อนตัวเข้าสู่ห้วงแห่งความโหดร้าย เปลวแดดแผดเผาลงมาราวกับเตาหลอมเหล็กขนาดมหึมา อากาศร้อนระอุจนแทบจะมองเห็นไอร้อนระเหยขึ้นจากผืนดินที่แตกระแหง ริมทางเต็มไปด้วยซากศพแห้งกรัง สภาพแวดล้อมเลวร้ายจนถึงขีดสุด
ความร้อนและภาวะขาดน้ำเริ่มพรากชีวิตผู้คนในขบวน ชาวบ้านหลายคนก้าวเท้าไม่ออก ร่างกายร่วงหล่นลงกองกับพื้นดินราวกับใบไม้แห้ง ไร้ซึ่งสุรเสียงคร่ำครวญใดๆ มีเพียงความเงียบงันแห่งความตายที่เข้าครอบงำ ทว่าแม่เฒ่าหลินและฉู่จินเป่ากลับได้นั่งสบายใจอยู่บนรถเข็นไม้ของตระกูล โดยมีลุงใหญ่ฉู่ต้าเฉียงและฉู่ต้าจื้อคอยผลัดกันลากเข็นอย่างยากลำบาก
ฉู่ลั่วปิงเดินรั้งท้ายขบวน นางอาศัยจังหวะที่ผู้คนกำลังเหนื่อยล้าและไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ลอบเชื่อมต่อกับระบบปัญญาประดิษฐ์ในห้วงจิตวิญญาณ
'เปิดระบบตรวจสอบพืชสมุนไพรในรัศมีหนึ่งร้อยก้าว ค้นหาพืชที่มีฤทธิ์ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองขั้นรุนแรง' นางออกคำสั่งในใจ
เพียงชั่วอึดใจ หน้าจอโปร่งแสงที่มองเห็นได้เพียงผู้เดียวก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า จุดสีแดงเล็กๆ กะพริบถี่อยู่บริเวณโขดหินริมทางที่แห้งแล้ง พร้อมกับข้อมูลที่ถูกวิเคราะห์อย่างแม่นยำ
[ตรวจพบเป้าหมาย: หญ้าคันคะเยอ (สายพันธุ์กลายพันธุ์จากความแห้งแล้ง) คุณสมบัติ: ยางใสจากลำต้นมีพิษระคายเคืองสูง หากสัมผัสผิวหนังจะก่อให้เกิดผื่นแดงและอาการคันอย่างรุนแรงประดุจถูกมดคันไฟนับหมื่นกัดรุมกัดต่อย ฤทธิ์ยาคงอยู่ยาวนานสามวันโดยไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต]
มุมปากของดรุณีสาวโค้งขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าแฝงไปด้วยความอันตรายอย่างเหลือแสน ฐานะแพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาจากโลกอนาคต การจัดการกับพิษพื้นๆ เช่นนี้ย่อมง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
นางแสร้งทำเป็นสะดุดก้อนหิน ล้มตัวลงนั่งพักเหนื่อย มือบางแอบเด็ดใบไม้แห้งขนาดใหญ่หนาขึ้นมาห่อหุ้มปลายนิ้วอย่างมิดชิด ก่อนจะเอื้อมไปถอนต้น 'หญ้าคันคะเยอ' ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ซอกหินออกมาอย่างระมัดระวัง นางใช้หินก้อนเล็กบดขยี้ลำต้นของมันอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ยางใสเหนียวหนืดที่มีฤทธิ์ร้ายกาจค่อยๆ ไหลซึมออกมาขังรวมกันอยู่ในใบไม้รองรับ
เมื่อขบวนหยุดพักชั่วครู่ใต้ร่มเงาของหน้าผาหิน แม่เฒ่าหลินและฉู่จินเป่ารีบลงจากรถเข็นเพื่อไปแย่งชิงพื้นที่ร่มรื่นที่สุด ทิ้งรถเข็นไม้ที่ปูด้วยเบาะรองนั่งสานจากฟางแห้งไว้เบื้องหลัง
นี่คือโอกาสทอง
ฉู่ลั่วปิงเคลื่อนกายอย่างแผ่วเบาดุจภูตพราย นางทำทีเป็นเดินไปตรวจดูสภาพล้อรถเข็น ทว่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับตวัดอย่างรวดเร็ว ป้ายยางใสของหญ้าคันคะเยอลงบนเบาะรองนั่งของแม่เฒ่าหลินและฉู่จินเป่าอย่างทั่วถึง ยางพิษนั้นซึมซาบลงสู่เส้นฟางแห้งในพริบตา ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้ร่องรอยใดๆ ให้จับผิดได้
หลังจากทำลายหลักฐานใบไม้ทิ้งไปอย่างแนบเนียน ฉู่ลั่วปิงก็กลับมายืนรวมกลุ่มกับมารดาและน้องชาย สีหน้าของนางกลับมาสงบนิ่งเยือกเย็นดุจเดิม ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
"เอาล่ะ! หมดเวลาพักแล้ว! รีบเดินทางต่อ หากชักช้าพวกเราจะตายเพราะความร้อนกันหมด!" เสียงผู้ใหญ่บ้านตะโกนก้อง
แม่เฒ่าหลินเดินบ่นกระปอดกระแปดกลับมาที่รถเข็น พร้อมกับฉู่จินเป่าที่ยังคงเคี้ยวรากไม้แห้งในปากอย่างตะกละตะกลาม ทั้งสองทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะฟางอย่างแรงตามความเคยชิน โดยหารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังทับลงบนกับดักที่ถูกวางไว้อย่างแยบยล
ล้อรถเข็นเริ่มหมุนอีกครั้ง ขบวนอพยพก้าวเดินต่อไปท่ามกลางแสงแดดจ้า
เวลาผ่านไปเพียงชั่วครึ่งก้านธูป ร่างอวบอ้วนของฉู่จินเป่าก็เริ่มขยับยุกยิกไปมาบนเบาะนั่ง มือหนาของเด็กหนุ่มเริ่มเกาที่ต้นขาของตนเองแรงขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว ในขณะเดียวกัน แม่เฒ่าหลินก็เริ่มขยับตัวบิดไปมา คิ้วที่เหี่ยวย่นขมวดเข้าหากันแน่น มือสั่นเทาของนางเริ่มล้วงเข้าไปเกาตามร่มผ้าอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกแสบร้อนและคันคะเยอราวกับมีเข็มเล่มเล็กๆ นับพันเล่มทิ่มแทงทะลุเสื้อผ้าเข้ามาสู่ผิวหนัง กำลังลุกลามแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายของคนทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผลกรรมของคนพาล]**