ผลกรรมของคนพาล

"โอ๊ย! ร้อน! คัน! คันเหลือเกิน! ทนไม่ไหวแล้ว!"

เสียงร้องโหยหวนของฉู่จินเป่าดังแหวกอากาศร้อนระอุ ร่างอวบอ้วนที่เคยนั่งเคี้ยวรากไม้อย่างสบายอารมณ์ บัดนี้ร่วงหล่นลงจากรถเข็นไม้ดังพลั่ก เขานอนกลิ้งเกลือกไปกับพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง มือหนาทั้งสองข้างตะกุยตะกายเกาตามลำตัว แขน ขา และลำคออย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ ผิวหนังที่ถูกเล็บจิกข่วนเริ่มแดงเถือกและเกิดรอยถลอกเป็นทางยาว

"อ๊าก! ช่วยด้วย! คัน! คันแทบขาดใจแล้ว!" แม่เฒ่าหลินกรีดร้องเสียงหลงตามมาติดๆ ร่างชราทิ้งตัวลงไปนอนบิดเร่าอยู่บนพื้นฝุ่นไม่ต่างจากหลานชายสุดที่รัก สองมือที่เหี่ยวย่นราวกับกิ่งไม้แห้งล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ เกาตามเนื้อตัวอย่างรุนแรงจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ใบหน้าที่เคยกราดเกรี้ยวอยู่เป็นนิจบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความทรมานแสนสาหัส น้ำหูน้ำตาไหลพราก อาการแสบร้อนประดุจถูกมดแดงนับหมื่นตัวรุมกัดกินแทรกซึมลึกถึงกระดูก

ขบวนอพยพที่กำลังก้าวเดินต้องหยุดชะงัก ชาวบ้านต่างหันมามองสองย่าหลานตระกูลฉู่ด้วยความตกตะลึงปนหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปใกล้ ลานสายตาของทุกคนเต็มไปด้วยความสับสน

"เกิดอันตรายใดขึ้น! อาเป่า! ท่านแม่!" หวังชุ่ยฮวาสะดุ้งสุดตัว ทิ้งห่อสัมภาระในมือแล้วถลันเข้าไปหาบุตรชาย แต่เมื่อเห็นฉู่จินเป่าตาเหลือกค้าง ปากพร่ำเพ้อว่าคัน นางก็ตกใจจนก้าวไม่ออก ก่อนจะหันขวับไปมองรอบด้านแล้วแผดเสียงแหลมปรี๊ด "ผีหลอก! ต้องมีคนทำคุณไสยเล่นของใส่ท่านแม่กับลูกเป่าของข้าแน่ๆ! สวรรค์เถอะ! หมู่บ้านนี้มีแม่มดหมอผีซ่อนตัวอยู่หรืออย่างไร!"

คำกล่าวหาเลื่อนลอยของป้าใหญ่ทำให้ชาวบ้านเริ่มจับกลุ่มกระซิบกระซาบ ผู้ใหญ่บ้านจ้าวเถี่ยชวนรีบแหวกฝูงชนเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียด "เหลวไหล! คุณสยคุณไสยอันใดกัน พวกเราหนีตายอดอยากมาด้วยกันทั้งนั้น จะมีผู้ใดมีเวลาไปทำเรื่องพรรค์นั้น ดูอาการแล้วเหมือนไปโดนยางไม้มีพิษเสียมากกว่า!"

ท่ามกลางความวุ่นวาย ฉู่ลั่วปิงยืนมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาสงบนิ่งเยือกเย็น มุมปากของนางยกขึ้นเพียงเสี้ยวองศาที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ผลกรรมของคนพาลช่างหอมหวานนัก ทว่านางรู้ดีว่าหากปล่อยให้สองคนนี้คลุ้มคลั่งจนสิ้นใจไปตอนนี้ ครอบครัวของนางอาจถูกเพ่งเล็งหรือต้องรับภาระหนักกว่าเดิม การปล่อยให้มีชีวิตอยู่เพื่อรับความทรมานและเป็นตัวถ่วงของลุงใหญ่ ย่อมเป็นหมากที่คุ้มค่ากว่า

เด็กสาวสูดลมหายใจลึก ปรับสีหน้าให้กลายเป็นหลานสาวผู้ตื่นตระหนกและไร้เดียงสา นางก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับกระบอกน้ำทำจากไม้ไผ่ในมือ

"ท่านป้าใหญ่เจ้าคะ... ตอนที่พักเหนื่อย ข้าเห็นท่านย่ากับพี่จินเป่าเดินไปปลดทุกข์แถวพงหญ้าหลังโขดหิน อาจจะเผลอไปสัมผัสโดนละอองของหญ้าคันคะเยอเข้าก็เป็นได้" เสียงของฉู่ลั่วปิงสั่นเครือน้อยๆ แฝงความกังวลใจอย่างแนบเนียน "พิษของมันทำให้ผิวหนังร้อนผ่าวและคันจัด หากปล่อยไว้ไม่ล้างออกอาจทำให้ผิวหนังอักเสบจนจับไข้ได้นะเจ้าคะ"

"หญ้าคันคะเยอ? แล้วเหตุใดเจ้าไม่รีบบอกตั้งแต่แรก นังเด็กตัวซวย!" หวังชุ่ยฮวาตวาดแหว

"ขะ... ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้เจ้าค่ะ" ฉู่ลั่วปิงก้มหน้าหลบตา แสร้งทำเป็นหวาดกลัว ก่อนจะยื่นกระบอกน้ำไผ่ออกไป "ข้ามีน้ำเหลืออยู่นิดหน่อย ข้าจะช่วยล้างพิษให้ท่านย่ากับพี่จินเป่าเองเจ้าค่ะ"

ในขณะที่ก้มตัวลงไปนั้น ระบบปัญญาประดิษฐ์ในจิตวิญญาณของนางทำงานอย่างเงียบเชียบ ฉู่ลั่วปิงแอบหยด 'น้ำพุวิเศษ' จากมิติสวนสมุนไพรลงไปในกระบอกน้ำไผ่เพียงหนึ่งหยดเล็กๆ ผสมเจือจางกับน้ำธรรมดาจนแทบไม่เหลือฤทธิ์ในการรักษาบาดแผล มันเพียงพอที่จะระงับปฏิกิริยาแพ้พิษไม่ให้รุนแรงถึงขั้นช็อกหมดสติ แต่ความรู้สึกแสบคันยิบๆ ระคายเคืองตามผิวหนังจะยังคงอยู่ไปอีกหลายวัน นี่แหละคือการรักษาระดับ 'ทรมานเล่น' อย่างสมบูรณ์แบบ

นางเทน้ำลงบนเศษผ้าสะอาด แล้วเช็ดตามแขนและใบหน้าของแม่เฒ่าหลินกับฉู่จินเป่าอย่างลวกๆ ทันทีที่น้ำสัมผัสผิว อาการทุรนทุรายกลิ้งเกลือกก็ค่อยๆ ทุเลาลง ทั้งสองหยุดเกาอย่างบ้าคลั่ง แต่ยังคงนอนหอบหายใจรวยริน ผิวหนังทั่วร่างแดงช้ำและยังคงคันยุบยิบอยู่ภายในจนต้องขยับตัวบิดไปมาอยู่ตลอดเวลา หมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นยืน

"เอาล่ะ อาการทุเลาลงแล้วก็รีบเดินทางต่อ! อย่าให้ทุกคนต้องมาล่าช้าเพราะพวกเจ้าครอบครัวเดียว" ผู้ใหญ่บ้านสั่งการเสียงเด็ดขาด

ทว่าแม่เฒ่าหลินและฉู่จินเป่าบัดนี้กลายเป็นคนป่วยติดเตียงไปเสียแล้ว ร่างของทั้งสองถูกพยุงขึ้นไปนอนซมอยู่บนรถเข็นไม้ ทับพื้นที่จนเต็มแน่น หวังชุ่ยฮวาหันขวับมาทางฉู่ต้าจื้อผู้เป็นน้องสามีทันที "ต้าจื้อ! มัวยืนบื้ออันใดอยู่ รีบมาเข็นรถสิ! ท่านแม่กับหลานชายของเจ้าป่วยหนักปานนี้ เจ้ายินดีจะอกตัญญูทอดทิ้งพวกเขาหรือ!"

ฉู่ต้าจื้อชะงักไปเล็กน้อย สัญชาตญาณเดิมทำให้เขากำลังจะก้าวเท้าออกไป แต่เมื่อหันไปเห็นใบหน้าซีดเซียวของเสิ่นหว่านเจียวผู้เป็นภรรยา และร่างผอมบางของฉู่เสี่ยวเฉินบุตรชาย เขาก็เม้มริมฝีปากแน่น สองเท้ายึดติดกับพื้นไม่ยอมขยับตามคำสั่ง

ฉู่ลั่วปิงไม่รอให้บิดาต้องลำบากใจ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสกระจ่างทว่าดังพอให้ชาวบ้านรอบข้างได้ยิน "ท่านป้าใหญ่ ท่านพ่อของข้าร่างกายอ่อนแอ ซ้ำยังเพิ่งฟื้นจากการอดอาหารจนเกือบตายเรี่ยวแรงยังไม่กลับมาเต็มที่ หากฝืนเข็นรถที่บรรทุกผู้ป่วยถึงสองคน เกรงว่าจะล้มพับสิ้นใจไปกลางทางเสียก่อน... ท่านลุงใหญ่สิเจ้าคะ ร่างกายกำยำแข็งแรง กินอิ่มนอนหลับสบายกว่าพวกเรามาตลอด ย่อมเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ดีที่สุดในยามคับขันเช่นนี้"

คำพูดของฉู่ลั่วปิงแทงใจดำอย่างจัง ชาวบ้านหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย ต่างมองไปที่ฉู่ต้าเฉียงซึ่งมีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์กว่าน้องชายหลายเท่านัก

ผู้ใหญ่บ้านจ้าวถลึงตาใส่ฉู่ต้าเฉียง "จริงของนังหนูฉู่! ต้าเฉียง มารดาและบุตรชายของเจ้า เจ้าก็ต้องเป็นคนดูแล! รีบมาเข็นรถเดี๋ยวนี้ หากชักช้าข้าจะทิ้งพวกเจ้าไว้ที่นี่!"

ฉู่ต้าเฉียงที่หลบอยู่หลังภรรยาสะดุ้งโหยง ใบหน้าอวบอูมบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง เขาคุ้นชินกับการเดินตัวปลิวและชี้นิ้วสั่งให้น้องชายทำงานหนักมาตลอดชีวิต ทว่าเมื่อถูกสายตากดดันจากผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านนับร้อย เขาจึงจำใจต้องก้าวออกมากุมด้ามรถเข็นไม้อย่างเสียไม่ได้

"เออ! ข้าเข็นเองก็ได้! มารดามันเถอะ สวรรค์กลั่นแกล้งข้าแท้ๆ!" ลุงใหญ่สบถอุบอิบในลำคอ ใบหน้าถมึงทึง

ทันทีที่ออกแรงดัน รถเข็นที่บรรทุกน้ำหนักของแม่เฒ่าหลินและเด็กหนุ่มร่างยักษ์อย่างฉู่จินเป่าก็หนักอึ้งราวกับเข็นภูเขาขนาดย่อม ล้อไม้บดเบียดกับพื้นดินขรุขระ ฉู่ต้าเฉียงต้องออกแรงจนหน้าดำหน้าแดง เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า เขาเข็นไปได้เพียงสิบก้าวก็เริ่มหอบแฮก ล้อรถสะดุดก้อนหินจนกระเทือนอย่างแรง

"โอ๊ย! เบาๆ หน่อยไอ้ลูกโง่! กระดูกข้าจะหักอยู่แล้ว! แถมยังคันยุบยิบไปหมด!" แม่เฒ่าหลินด่าทอมาจากบนรถเข็น เสียงแหบแห้งแต่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด

"ท่านพ่อ! เข็นดีๆ สิ ข้าเจ็บนะ!" ฉู่จินเป่าโอดครวญสมทบ

ฉู่ต้าเฉียงกัดฟันกรอด ขอบตาแดงก่ำด้วยความโกรธและความเหนื่อยล้า เขาไม่เคยต้องออกแรงหนักเช่นนี้มาก่อนในรอบสิบปี ความขี้เกียจที่ฝังรากลึกทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกลงทัณฑ์จากนรก ทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้าคือความทรมานแสนสาหัส

ในขณะเดียวกัน ครอบครัวสายรองกลับได้สัมผัสกับความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ฉู่ต้าจื้อ เสิ่นหว่านเจียว และฉู่เสี่ยวเฉิน ได้เดินตัวเปล่าไร้สัมภาระหนักอึ้งกดทับบ่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มอพยพ แม้แสงแดดจะร้อนระอุ ทว่าการไม่ต้องแบกรับภาระที่เกินตัวทำให้พวกเขาพอมีเรี่ยวแรงก้าวเดินต่อไปได้ ฉู่ต้าจื้อจับมือภรรยาไว้แน่น ดวงตาฉายแววโล่งอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ฉู่ลั่วปิงเดินรั้งท้ายครอบครัว ทอดสายตามองแผ่นหลังที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของลุงใหญ่ และร่างที่นอนกระสับกระส่ายเกาตัวเองยุกยิกของย่าหลินและลูกพี่ลูกน้องด้วยสายตาเย็นเยียบ นี่เป็นเพียงแค่การสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น หากพวกมันยังคิดจะทำร้ายครอบครัวนางอีก การตอบโต้ครั้งหน้าจะไม่มีคำว่าปรานี

ขบวนอพยพเดินทางฝ่าเปลวแดดอันโหดร้ายต่อไป ภูมิประเทศรอบด้านเริ่มแปรเปลี่ยนจากที่ราบแห้งแล้งเข้าสู่หุบเขาที่คดเคี้ยว เสบียงน้ำในกระบอกของทุกคนเริ่มร่อยหรอ ความกระหายน้ำกลายเป็นมัจจุราชเงียบที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

เวลาผ่านไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ เสียงสายลมพัดผ่านช่องเขาดังหวีดหวิว ทันใดนั้น ชายฉกรรจ์ที่เดินนำหน้าขบวนก็ชี้มือไปข้างหน้าพร้อมกับตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่าเปี่ยมไปด้วยความหวัง "ข้างหน้ามีแนวต้นไม้! พ้นเนินเขานี้ไปคือแม่น้ำลั่วเจียง! พวกเรามีน้ำกินแล้ว!"

เสียงไชโยโห่ร้องดังระงมไปทั่วขบวน ชาวบ้านที่เหนื่อยล้าแทบขาดใจต่างฮึดสู้ วิ่งกระหืดกระหอบตรงไปยังทิศทางนั้น แม้แต่ฉู่ต้าเฉียงยังกัดฟันออกแรงเข็นรถสุดกำลังเพื่อหวังจะได้ดื่มน้ำดับกระหาย

ทว่า เมื่อกลุ่มคนกลุ่มแรกวิ่งไปถึงริมตลิ่ง เสียงโห่ร้องยินดีกลับเงียบกริบลงราวกับถูกตัดขาด รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนแข็งค้าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวังอันดำมืด ดวงตาหลายคู่เบิกกว้างจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตื่นตะลึง

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แม่น้ำสายแห้ง]**