น้ำใจจากเพื่อนบ้านมื้อแรก

ความหวังที่เพิ่งจุดประกายขึ้นในมิติครัวพฤกษาสวรรค์พลันดับวูบลงด้วยความจริงอันหนาวเหน็บตรงหน้า ซูเยว่ซินกอดร่างเล็กของบุตรชายแนบแน่นยิ่งขึ้น พยายามถ่ายทอดความอบอุ่นจากร่างกายของนางสู่ร่างที่สั่นสะท้านไม่หยุดของเขา ลมหายใจของหลินเสี่ยวรุ่ยแผ่วเบาราวกับจะขาดห้วงได้ทุกเมื่อ

มิติวิเศษนั้นล้ำค่าปานใดก็จริงอยู่... แต่ในยามนี้ มันเป็นเพียงภาพฝันอันห่างไกลที่ไม่สามารถมอบกองไฟหรืออาหารร้อนๆ เพื่อประทังชีวิตเด็กน้อยได้

ท่ามกลางความมืดมิดและสิ้นหวัง เสียงเคาะประตูที่ทำจากแผ่นไม้ผุพังก็ดังขึ้นเบาๆ

ก๊อก... ก๊อก...

ซูเยว่ซินสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณระวังภัยทำงานในทันที นางกระชับกอดบุตรชายแน่นขึ้นอีก จ้องเขม็งไปยังบานประตูที่สั่นคลอนราวกับจะพังลงได้ทุกเมื่อ ยามวิกาลเช่นนี้... หรือจะเป็นคนของตระกูลหลินที่ยังไม่ยอมเลิกรา? หรือจะเป็นโจรป่าที่ได้กลิ่นอายของคนอ่อนแอ?

"แม่นางซู... นี่ข้าเอง หลี่ซิ่วอิง" เสียงสตรีสูงวัยกระซิบแผ่วเบามาจากนอกประตู ฟังดูระมัดระวังและหวาดกลัว "เปิดประตูให้ข้าหน่อยเถิด"

หลี่ซิ่วอิง? ซูเยว่ซินขมวดคิ้ว ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมา นางคือแม่ม่ายที่อาศัยอยู่ถัดไปสองหลังคาเรือน เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใด แต่ก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน ด้วยความลังเล นางค่อยๆ วางร่างเสี่ยวรุ่ยลงแล้วขยับไปแง้มประตูออกเล็กน้อย

ภาพที่เห็นคือสตรีวัยกลางคนในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบ ใบหน้าซูบตอบเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเหนื่อยยาก แต่ในดวงตากลับฉายแววสงสารและเห็นใจอย่างปิดไม่มิด ในมือของนางถือห่อผ้าเล็กๆ อยู่

"ป้าหลี่..."

"ชู่ว์... อย่าส่งเสียงดังไป" หลี่ซิ่วอิงรีบแทรกตัวเข้ามาในกระท่อมแล้วปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว นางกวาดตามองสภาพภายในกระท่อมที่ว่างเปล่า ก่อนจะถอนหายใจยาว "เฮ้อ... ตระกูลหลินช่างใจดำอำมหิตนัก ทำกับแม่ลูกเจ้าได้ถึงเพียงนี้"

นางมองไปยังร่างเล็กที่นอนขดตัวบนกองฟางด้วยแววตาเวทนา "ข้าได้ยินเรื่องเมื่อตอนกลางวันแล้ว แต่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว กลัวจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย... นี่...เจ้ารับไปเถอะ"

นางยื่นห่อผ้าในมือให้ซูเยว่ซิน เมื่อคลี่ออกก็พบว่าเป็นแผ่นแป้งย่างแห้งๆ แข็งๆ สามสี่แผ่น มันเย็นชืดและดูไม่น่ากินนัก แต่นี่คืออาหาร!

"มันเป็นเพียงแป้งย่างที่เหลือจากมื้อเย็นของบ้านข้า ข้าแอบเก็บไว้ให้" หลี่ซิ่วอิงกล่าวเสียงค่อย "มันแข็งมากนัก เจ้าหาทางต้มกับน้ำให้มันนิ่มลงสักหน่อย จะได้ให้เสี่ยวรุ่ยกินรองท้องได้"

หยดน้ำอุ่นๆ พลันเอ่อคลอขึ้นในดวงตาของซูเยว่ซิน ในโลกก่อน นางเคยชินกับการแข่งขันแก่งแย่งชิงดีในครัวโรงแรมห้าดาว ครั้นทะลุมิติมา ก็ต้องเผชิญกับความโหดร้ายไร้น้ำใจของญาติสามี แต่ในค่ำคืนที่มืดมนที่สุดนี้ น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากเพื่อนบ้านที่แทบไม่เคยพูดคุยกัน กลับส่องสว่างดุจดวงดาวที่เจิดจ้าที่สุดบนฟากฟ้า

"ป้าหลี่... ข้า..." นางพูดไม่ออก ความซาบซึ้งใจตื้นตันจนจุกอยู่ที่ลำคอ

"ไม่ต้องพูดอันใดแล้ว" หลี่ซิ่วอิงตบหลังมือนางเบาๆ "ดูแลตัวเองและลูกให้ดีเถิด ข้าต้องรีบกลับแล้ว ประเดี๋ยวคนในบ้านจะสงสัย"

พูดจบนางก็หันหลังและจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงซูเยว่ซินกับแผ่นแป้งย่างไม่กี่ชิ้นและความอบอุ่นในหัวใจ

ซูเยว่ซินกำแผ่นแป้งในมือแน่น นี่คือบุญคุณที่ต้องจดจำไว้ชั่วชีวิต!

นางมองแผ่นแป้งที่แข็งราวกับหินในมือ พลันความคิดหนึ่งก็วาบขึ้นมาในหัว... น้ำจากบ่อน้ำพุวารีพิสุทธิ์!

ในเมื่อมันสามารถฟื้นฟูเรี่ยวแรงของนางได้ บางที... มันอาจจะทำให้อาหารธรรมดาๆ นี้กลายเป็นยาวิเศษสำหรับลูกชายของนางได้เช่นกัน!

ความคิดนี้ทำให้ซูเยว่ซินไม่รอช้า นางสำรวจไปรอบๆ กระท่อมอย่างรวดเร็ว โชคยังดีที่มุมหนึ่งมีหม้อดินเผาใบเล็กที่บิ่นไปเล็กน้อยวางทิ้งไว้อยู่ นางรีบออกไปโกยเศษฟางแห้งและกิ่งไม้เล็กๆ ที่พอจะหาได้รอบกระท่อมเข้ามา แล้วใช้หินเหล็กไฟที่เจ้าของเดิมทิ้งไว้จุดไฟขึ้นอย่างทุลักทุเล ควันไฟลอยโขมงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลายเป็นเปลวไฟเล็กๆ ที่มอบทั้งแสงสว่างและความอบอุ่น

นางหลับตาลง นำพาวิญญาณเข้าสู่มิติครัวพฤกษาสวรรค์อีกครั้ง ตรงไปยังบ่อน้ำพุวารีพิสุทธิ์ที่เปล่งประกายเรืองรอง นางตั้งจิตมั่น เพ่งสมาธิไปที่หม้อดินเผาใบนั้น แล้ววักน้ำจากบ่อขึ้นมา...

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง น้ำใสสะอาดก็ปรากฏขึ้นในหม้อดินที่ตั้งอยู่บนกองไฟราวกับมีเวทมนตร์!

ซูเยว่ซินตื่นเต้นจนหัวใจเต้นระรัว นางรีบหักแผ่นแป้งย่างแข็งๆ เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปในหม้อแล้วเริ่มต้ม

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!

ไอน้ำที่ลอยขึ้นจากหม้อไม่ได้มีเพียงกลิ่นไอดินธรรมดา แต่กลับเป็นกลิ่นหอมสะอาดสดชื่น คล้ายกลิ่นของทุ่งข้าวสาลีหลังฝนตกใหม่ๆ กลิ่นหอมนั้นช่วยขับไล่กลิ่นอับชื้นในกระท่อมให้จางหายไป แผ่นแป้งที่ควรจะกลายเป็นเพียงเศษแป้งเละๆ เมื่อโดนความร้อน กลับค่อยๆ พองตัวและนิ่มลงอย่างช้าๆ กลายเป็นโจ๊กข้นเนื้อเนียนละเอียดที่ส่งประกายเรืองรองจางๆ ภายใต้แสงไฟ กลิ่นหอมหวานของแป้งสาลีทวีความรุนแรงขึ้นจนท้องของซูเยว่ซินเองยังร้องประท้วงเสียงดัง

นางรอจนโจ๊กอุ่นลงพอดี แล้วจึงค่อยๆ ประคองร่างของหลินเสี่ยวรุ่ยขึ้นมาพิงอก "เสี่ยวรุ่ย... ตื่นเถิดลูก กินอะไรสักหน่อยนะ"

เด็กน้อยลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้า แววตาเลื่อนลอยไร้ชีวิตชีวา เขาเบือนหน้าหนีตามสัญชาตญาณเมื่อเห็นช้อนถูกยื่นมาจ่อที่ปาก

"คำเดียวนะลูก... แค่คำเดียว" ซูเยว่ซินอ้อนวอน พลางตักโจ๊กหอมกรุ่นป้อนเข้าปากเล็กๆ นั้นอย่างแผ่วเบา

ทันทีที่โจ๊กสัมผัสลิ้น ดวงตาที่เคยเหม่อลอยของหลินเสี่ยวรุ่ยก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความอร่อยที่บริสุทธิ์และนุ่มลึกแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ร่างกายที่ปฏิเสธอาหารมาตลอดกลับเรียกร้องหามันอย่างน่าประหลาด เขาอ้าปากรับคำต่อไปโดยอัตโนมัติ

ซูเยว่ซินน้ำตาแทบไหล นางรีบป้อนคำแล้วคำเล่าอย่างใจเย็น โจ๊กจากแผ่นแป้งธรรมดาที่ผ่านการต้มด้วยน้ำวิเศษ ค่อยๆ ไหลผ่านลำคอเล็กๆ ลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า พลังงานอันอบอุ่นเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเด็กน้อย สีเลือดฝาดจางๆ เริ่มปรากฏขึ้นบนแก้มที่เคยซีดขาว อาการสั่นเทาค่อยๆ ทุเลาลง ลมหายใจของเขากลับมาสม่ำเสมอและหนักแน่นขึ้น

จนกระทั่งโจ๊กหมดชาม หลินเสี่ยวรุ่ยก็เงยหน้าขึ้นมองมารดา ดวงตาของเขามีประกายความสดใสกลับคืนมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน "ท่านแม่... อร่อยเหลือเกินขอรับ"

สิ้นเสียงนั้น เขาก็ผล็อยหลับไปในอ้อมอกของนาง คราวนี้เป็นการหลับที่สงบและผ่อนคลายอย่างแท้จริง

ซูเยว่ซินก้มลงจุมพิตหน้าผากของบุตรชายแผ่วเบา นางเลียโจ๊กที่ติดอยู่ก้นชามเข้าปาก รสชาติหวานละมุนของแป้งสาลีระเบิดออกในปาก อร่อยกว่าอาหารเหลาใดๆ ที่นางเคยลิ้มลอง พลังงานอุ่นๆ ไหลเวียนไปทั่วร่าง ขับไล่ความหิวโหยและความอ่อนล้าจนหมดสิ้น

วิกฤตเฉพาะหน้าผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้... ถึงเวลาที่นางต้องวางแผนเพื่ออนาคต

นางมองไปรอบกระท่อมผุพังที่สายลมยังคงพัดแทรกเข้ามาตามรอยแตกของผนังดิน นี่ไม่ใช่ที่ที่จะอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัย นางต้องซ่อมแซมมัน ที่สำคัญกว่านั้นคือแหล่งอาหาร นางไม่สามารถรอรับน้ำใจจากผู้อื่นได้ตลอดไป

พรุ่งนี้เช้า... ทันทีที่แสงแรกของวันสาดส่อง นางจะออกไปสำรวจ! สำรวจพื้นที่รอบกระท่อมแห่งนี้ และเชิงเขาอวิ้นอู้ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง นางมี 'เนตรประเมิน' อยู่กับตัว มันคืออาวุธลับที่จะทำให้นางมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

ขณะที่กำลังครุ่นคิด สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นวัชพืชต้นเล็กๆ ที่แทงยอดขึ้นมาตามรอยแตกของพื้นดินใกล้กับธรณีประตู มันดูธรรมดาสามัญ ไม่ต่างจากหญ้าไร้ค่าต้นอื่นๆ

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ซูเยว่ซินเพ่งสมาธิไปที่วัชพืชต้นนั้น พร้อมกับกระตุ้นใช้ทักษะ 'เนตรประเมิน'

พลันนั้น! ข้อมูลมากมายก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของนาง วัชพืชต้นนั้นปรากฏแสงสีเขียวจางๆ ห่อหุ้ม พร้อมกับตัวอักษรที่นางอ่านออกได้อย่างชัดเจน:

*【หญ้าเชี่ยนเกิน】คุณภาพ: ต่ำ สามารถบริโภคได้ มีสรรพคุณบรรเทาอาการไอเล็กน้อย สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้*

ดวงตาของซูเยว่ซินเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง!

มันได้ผล! ทักษะนี้ใช้ได้ผลจริงๆ! แม้กระทั่งวัชพืชที่ไร้ค่าที่สุดในสายตาคนทั่วไป ก็ยังมีข้อมูลและสรรพคุณปรากฏขึ้นมาให้นางเห็น!

หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความยินดีระคนตื่นเต้น สายตาของนางกวาดผ่านประตูที่พังทลายออกไป มองยังเงาทะมึนของภูเขาอวิ้นอู้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงจันทร์ หากเพียงหญ้าต้นเล็กๆ ในกระท่อมยังมีประโยชน์ซ่อนเร้นอยู่... แล้วในภูเขาทั้งลูกเล่า จะมีสมบัติล้ำค่าอันใดซุกซ่อนรอให้นางไปค้นพบบ้าง?

ภูเขาอวิ้นอู้ในยามนี้ไม่ได้ดูน่ากลัวอีกต่อไป แต่มันคือคลังมหาสมบัติที่กว้างใหญ่ไพศาล คือเส้นทางรอดและหนทางสู่ความมั่งคั่งที่สวรรค์ประทานมาให้