เนตรประเมินเบิกทาง

แสงอรุโณทัยแรกแห่งทิวาสาดส่องผ่านรอยแตกของประตูไม้ที่ผุพัง ปลุกซูเยว่ซินให้ตื่นจากภวังค์ความคิด ความหวังที่จุดประกายขึ้นเมื่อคืนยังคงลุกโชนอยู่ในแววตาของนาง มันขับไล่ความหวาดหวั่นและความเหน็บหนาวในยามค่ำคืนจนหมดสิ้น

ค่ำคืนที่ผ่านมาหาใช่การพักผ่อน แต่เป็นการวางแผนและเตรียมใจเพื่อการเริ่มต้นใหม่ ภูเขาอวิ้นอู้ที่เคยดูน่ากลัว บัดนี้ในความรู้สึกของนางกลับกลายเป็นขุมทรัพย์มหาสมบัติที่รอคอยการค้นพบ

นางขยับกายอย่างแผ่วเบาที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนดวงใจดวงน้อยที่ขดตัวซุกอยู่ข้างกายนอนหลับใหลอย่างสงบ หลินเสี่ยวรุ่ยยังคงมีไอร้อนระอุอยู่เล็กน้อย แต่ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอและผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง บ่งบอกว่าร่างกายกำลังฟื้นฟูตนเองอย่างเต็มที่ ซูเยว่ซินลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางลูบไล้กลุ่มผมนุ่มอย่างทะนุถนอม

"เสี่ยวรุ่ย... อดทนอีกหน่อยนะ แม่จะทำให้เจ้าได้กินอิ่มนอนหลับอย่างสุขสบายในเร็ววันนี้" นางกระซิบกับตัวเอง สัญญาที่ให้ไว้กับเด็กน้อยและตัวนางเองในโลกใบใหม่นี้

หลังจากตรวจดูให้แน่ใจว่าลูกชายยังหลับสนิทดี นางจึงค่อยๆ ลุกขึ้น จัดการกับความต้องการส่วนตัวอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนจะเดินไปหยิบเศษกระเบื้องดินเผาที่แตกหักชิ้นใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ในกระท่อม มันมีขอบคมพอที่จะใช้ขุดคุ้ยพื้นดินแข็งๆ ได้บ้าง ถึงจะไม่ใช่เครื่องมือที่ดี แต่ในยามนี้มันคือสิ่งเดียวที่นางมี

ทว่าเมื่อนางกำลังจะก้าวออกจากประตู เสียงเล็กๆ ที่แฝงด้วยความกังวลก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

"ท่านแม่... ท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ"

ซูเยว่ซินหันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจ หลินเสี่ยวรุ่ยลุกขึ้นนั่งตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมายังนางอย่างไม่วางตา ภายในแววตามีทั้งความห่วงใยและความกลัวที่จะถูกทอดทิ้ง

หัวใจของซูเยว่ซินพลันอ่อนยวบ นางเดินกลับไปนั่งลงข้างเตียง ลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ "แม่จะออกไปหาของกินรอบๆ กระท่อมเรานี่แหละ เสี่ยวรุ่ยนอนพักต่อเถอะนะ ไม่นานแม่ก็กลับมาแล้ว"

"ไม่เอาขอรับ!" เด็กน้อยส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น มือเล็กๆ คว้าชายเสื้อของนางไว้แน่น "ข้าจะไปกับท่านแม่ด้วย ข้าโตแล้ว ข้าช่วยท่านแม่ได้นะขอรับ!"

ซูเยว่ซินมองดูความมุ่งมั่นในแววตาของบุตรชายแล้วก็ลังเลใจ ร่างกายเขายังไม่แข็งแรงดีนัก แต่นางก็เข้าใจความรู้สึกของเขาดี การต้องอยู่ในกระท่อมซอมซ่อเพียงลำพังคงน่ากลัวไม่น้อย อีกทั้งการปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพังก็อาจไม่ปลอดภัยเช่นกัน

"แต่เจ้ายังไม่หายดีนะ..."

"ข้าแข็งแรงแล้วขอรับ!" เสี่ยวรุ่ยยืนยันเสียงแข็ง พยายามเบ่งกล้ามแขนเล็กจิ๋วของตนเพื่อพิสูจน์ "ท่านแม่ดูสิ ข้าไม่ไอแล้ว ไม่ตัวร้อนแล้วด้วย ข้าช่วยท่านแม่ขุดดินได้นะขอรับ!"

เมื่อเห็นความตั้งใจจริงจังและเด็ดเดี่ยวของเด็กน้อย ซูเยว่ซินก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้ ในความทรงจำเดิม เด็กคนนี้ขี้อายและอ่อนแอ แต่บัดนี้เขากลับแสดงความกล้าหาญและความรับผิดชอบออกมา นี่อาจเป็นผลจากการผ่านความเป็นความตายมาก็เป็นได้

"ก็ได้ๆ" นางยอมแพ้ในที่สุด "แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะเชื่อฟังแม่ทุกอย่าง และถ้าเหนื่อยต้องรีบบอกทันที ห้ามฝืนเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่"

"ขอรับ! ข้าสัญญา!" ดวงตาของหลินเสี่ยวรุ่ยเปล่งประกายแห่งความยินดี เขารีบลุกขึ้นแต่งตัวอย่างกระฉับกระเฉงผิดกับเมื่อวานลิบลับ

ซูเยว่ซินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ นางหยิบกิ่งไม้แห้งที่ค่อนข้างแข็งแรงมาเหลาปลายให้แหลมเล็กน้อยเพื่อให้เสี่ยวรุ่ยใช้เป็นเครื่องมือ สองแม่ลูกเตรียมตะกร้าสานที่ป้าหลี่ทิ้งไว้ให้ ก่อนจะจูงมือกันก้าวออกจากกระท่อมเผชิญหน้ากับความท้าทายแรกของวัน

พื้นที่รอบกระท่อมท้ายหมู่บ้านเซียงเหอนั้นแห้งแล้งและกันดารสมคำร่ำลือ พื้นดินแข็งกระด้างแตกระแหง มีเพียงวัชพืชและหญ้าแห้งๆ สีเหลืองซีดขึ้นอยู่ประปราย ในสายตาของชาวบ้านทั่วไป ที่นี่ไม่ต่างจากดินแดนร้างที่ปราศจากของกินใดๆ

ทว่าในสายตาของซูเยว่ซิน...มันแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง!

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมสมาธิเพ่งไปยังพื้นดินเบื้องหน้า พร้อมกับกระตุ้นใช้ทักษะ 'เนตรประเมิน' ในบัดดลนั้น โลกสีน้ำตาลอันน่าเบื่อหน่ายพลันกลับกลายเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์!

แสงสีต่างๆ พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน แม้จะจางบางแต่ก็มีอยู่จริง! แสงสีเขียวจางๆ จากเหล่าวัชพืชที่นางเห็นเมื่อคืนปรากฏขึ้นทั่วไปหมด นางเมินเฉยต่อพวกมันแล้วกวาดสายตามองหาสิ่งที่แตกต่าง

และแล้วนางก็พบ!

บริเวณที่ไม่ไกลจากตัวกระท่อม ซึ่งดูเผินๆ ไม่ต่างจากพื้นดินแห้งแล้งจุดอื่น กลับมีกลุ่มแสงสีเหลืองนวลอมน้ำตาลจางๆ หลายจุดส่องสว่างขึ้นมาจากใต้ผืนปฐพี มันเป็นแสงที่ดูอบอุ่นและมั่นคง บ่งบอกถึงบางสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องล่าง

ซูเยว่ซินใจเต้นระรัว รีบจูงเสี่ยวรุ่ยเดินตรงไปยังจุดนั้นทันที เมื่อไปถึง นางเพ่งสมาธิไปยังกลุ่มแสงที่สว่างที่สุด พลันปรากฏตัวอักษรที่คุ้นเคยลอยขึ้นมาในห้วงสมอง

*【เผือกป่าดินแห้ง】คุณภาพ: ปานกลาง สามารถบริโภคได้ อุดมด้วยแป้ง ให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับนำไปนึ่งหรือต้ม ช่วยบรรเทาความหิวโหย*

"เจอแล้ว!" นางอุทานออกมาอย่างลืมตัว "เสี่ยวรุ่ย ตรงนี้! มาช่วยแม่ขุดตรงนี้เร็วเข้า!"

นางไม่รอช้า คุกเข่าลงแล้วใช้เศษกระเบื้องในมือเริ่มขุดคุ้ยพื้นดินที่แข็งเป็นหินอย่างไม่คิดชีวิต หลินเสี่ยวรุ่ยแม้จะงุนงงแต่ก็ทำตามอย่างว่าง่าย เขาใช้กิ่งไม้แหลมที่แม่ทำให้ช่วยทิ่มแทงและแซะดินรอบๆ อย่างขยันขันแข็ง

สองแม่ลูกช่วยกันขุดอย่างสุดกำลัง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของเด็กน้อย แต่เขากลับไม่มีท่าทีว่าจะยอมแพ้ ดวงตาน้อยๆ ยังคงจดจ่ออยู่กับการทำงานเบื้องหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตนเองมีประโยชน์และสามารถช่วยเหลือท่านแม่ได้

หลังจากพยายามอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเศษกระเบื้องของซูเยว่ซินก็กระทบเข้ากับบางสิ่งที่แข็งทว่าหยุ่นมือ นางปัดดินออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นหัวเผือกสีน้ำตาลคล้ำขนาดเท่ากำปั้นเด็กซ่อนอยู่ใต้ดินลึกเกือบหนึ่งคืบ!

"เสี่ยวรุ่ย! ดูนี่สิ!" ซูเยว่ซินร้องอย่างตื่นเต้นดีใจ "เราทำได้! เราหาอาหารมื้อแรกของเราเจอแล้ว!"

หลินเสี่ยวรุ่ยมองหัวเผือกในมือมารดาด้วยดวงตาเบิกกว้าง นี่คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ดินที่พวกเขาเพิ่งขุดขึ้นมาด้วยกันหรือ? ความรู้สึกภาคภูมิใจและยินดีเอ่อล้นขึ้นมาในใจของเด็กน้อย เขายิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน "ท่านแม่เก่งที่สุดเลยขอรับ! ข้าด้วย...ข้าก็ช่วยขุดนะขอรับ!"

"ใช่แล้ว คนเก่งของแม่" ซูเยว่ซินหัวเราะเบาๆ พลางยีผมของเขาจนยุ่ง "เรามาช่วยกันขุดให้หมดเถอะ"

ด้วยกำลังใจที่เปี่ยมล้น สองแม่ลูกลงมือขุดเผือกป่าในบริเวณนั้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาพบหัวเผือกอีกสี่ห้าหัว แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก แต่เมื่อรวมกันแล้วก็มากพอสำหรับอาหารสองสามมื้อของสองชีวิต

หลังจากเก็บเผือกจนหมดแล้ว ซูเยว่ซินใช้เนตรประเมินสำรวจรอบๆ อีกครั้ง คราวนี้นางสังเกตเห็นแสงสีเขียวสดใสที่สว่างกว่าหญ้าทั่วไปเล็กน้อย มันเลื้อยพันอยู่กับพุ่มไม้หนามเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง เมื่อเพ่งมอง ข้อมูลก็ปรากฏขึ้น

*【ผักเถาว์หยก】คุณภาพ: ต่ำ สามารถบริโภคได้ ส่วนยอดอ่อนมีรสขมเล็กน้อยแต่กรอบอร่อย มีสรรพคุณช่วยระบายความร้อน*

นางไม่ลังเลที่จะเด็ดยอดอ่อนของมันมาจนเต็มกำมือ แม้คุณภาพจะต่ำ แต่ก็ยังเป็นผักที่กินได้ ดีกว่าไม่มีอะไรเลย

เมื่อตะกร้าเริ่มมีน้ำหนัก ซูเยว่ซินก็ตัดสินใจที่จะหยุดเพียงเท่านี้สำหรับวันนี้ เสี่ยวรุ่ยเริ่มมีท่าทีอ่อนล้าแล้ว นางไม่อยากให้เขาต้องหักโหมเกินไป

ทว่าก่อนจะหันหลังกลับเข้ากระท่อม สายตาของนางพลันเหลือบไปมองยังทิวเขาอวิ้นอู้ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปไม่ไกลนัก ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงลองใช้เนตรประเมินอีกครั้ง แต่คราวนี้เป้าหมายของนางคือเชิงเขาที่อยู่ไกลออกไป

พลันนั้น! ดวงตาของซูเยว่ซินต้องเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตะลึงยิ่งกว่าครั้งใด!

ภาพที่นางเห็นไม่ใช่เพียงแสงสีเขียวหรือเหลืองจางๆ อีกต่อไป แต่เป็นมหาสมุทรแห่งแสงสีที่ส่องสว่างระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องนภายามค่ำคืน! แสงสีเขียวหลากหลายเฉด แสงสีเหลือง แสงสีแดงจางๆ และ...และนั่นมันอะไรกัน? ท่ามกลางแสงสีมากมายเหล่านั้น ลึกลงไปในป่าบริเวณเชิงเขา...มีลำแสงสีทองอร่ามเส้นหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!

แม้จะอยู่ไกลจนเห็นเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่แสงสีทองนั้นกลับสว่างไสว โดดเด่น และบริสุทธิ์อย่างหาที่เปรียบมิได้ มันปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความล้ำค่าและเหนือธรรมดาออกมาอย่างชัดเจน จนหัวใจของซูเยว่ซินเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก!

สิ่งนั้นคืออะไรกันแน่? เหตุใดยอดหญ้าไร้ค่าจึงให้แสงสีเขียว เผือกป่าให้แสงสีเหลือง แต่สิ่งนั้นกลับเป็นถึงสีทองอร่าม!

ภูเขาอวิ้นอู้... แท้จริงแล้วเจ้าซุกซ่อนสมบัติล้ำค่าอันใดเอาไว้กันแน่? ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของนาง พร้อมกับความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งดุจหินผา

นางจะต้องไปที่นั่นให้ได้