หญ้าหวานเก้าใบแห่งเขาอวิ้นอู้

ลำแสงสีทองอร่ามที่ทิ่มแทงทะลุหมู่แมกไม้บนเขาอวิ้นอู้ยังคงตราตรึงอยู่ในมโนภาพของซูเยว่ซินราวกับภาพจำหลัก แม้ราตรีกาลจะโรยราและแสงอรุณของวันใหม่ได้สาดส่องเข้ามาทางรอยแตกของกระท่อมซอมซ่อแล้วก็ตาม

ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะไขความลับของแสงนั้นผลักดันให้นางมิอาจข่มตาหลับได้ตลอดคืน นางพลิกกายไปมาบนเตียงแข็งกระด้าง จิตใจว้าวุ่นครุ่นคิดถึงแต่เพียงขุมทรัพย์ที่อาจซ่อนเร้นอยู่บนภูเขาลูกนั้น มันคือความหวังเดียว ท่ามกลางความมืดมนสิ้นไร้หนทาง

เมื่อแสงตะวันจับขอบฟ้า ซูเยว่ซินก็ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการนอนหลับของบุตรชาย นางก่อเตาไฟ อุ่นน้ำแกงผักเถาว์หยกที่เหลือจากเมื่อวานอย่างประหยัดที่สุด กลิ่นหอมจางๆ ของมันปลุกลูกน้อยให้ตื่นขึ้นมาด้วยดวงตาที่ยังคงปรือปรอย

"ท่านแม่... หิว" เสียงเล็กๆ นั้นแฝงไว้ด้วยความอ่อนเพลีย แต่ก็มีความสดใสเจือปนอยู่บ้างหลังจากได้พักผ่อนและมีอาหารตกถึงท้อง

ซูเยว่ซินลูบศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างอ่อนโยน "เสี่ยวรุ่ยเป็นเด็กดี นั่งรอท่านแม่ตรงนี้นะ เดี๋ยวแม่จะตักน้ำแกงร้อนๆ ให้กิน แล้ววันนี้... แม่จะลองขึ้นเขาไปหาของอร่อยๆ มาให้เจ้า"

ดวงตาของหลินเสี่ยวรุ่ยเปล่งประกายขึ้นทันที "ของอร่อยหรือขอรับ? เหมือนขนมถั่วตัดที่ท่านพ่อเคยซื้อให้หรือไม่?"

คำพูดไร้เดียงสานั้นทำให้หัวใจของซูเยว่ซินบีบรัด นางฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า "อาจจะอร่อยกว่านั้นอีกก็เป็นได้ เจ้ากินให้อิ่มแล้วนั่งเล่นอยู่ในกระท่อม ห้ามออกไปไหนไกลเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่? ท่านแม่จะรีบไปรีบกลับ"

หลังจากกำชับบุตรชายอย่างหนักแน่นและเห็นเขาพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ซูเยว่ซินจึงหยิบตะกร้าสานใบเก่าและมีดพร้าขึ้นสนิมที่พิงอยู่ข้างฝาขึ้นมา นี่คือสมบัติทั้งหมดที่นางมีสำหรับการเดินทางเสี่ยงภัยในครั้งนี้ นางสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกความกล้าหาญทั้งหมดที่มีออกมา ก่อนจะก้าวเท้าออกจากกระท่อม มุ่งหน้าสู่ทิวเขาอวิ้นอู้ที่ตั้งตระหง่านท้าทายอยู่เบื้องหน้า

ยิ่งเข้าใกล้เชิงเขามากเท่าใด บรรยากาศรอบกายก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไปมากเท่านั้น อากาศที่เคยร้อนระอุจากแดดแผดเผา กลับกลายเป็นเย็นสบายชุ่มชื้น กลิ่นดิน กลิ่นใบไม้ และกลิ่นอายของพงไพรที่นางคุ้นเคยในชาติก่อนลอยมาปะทะจมูก ปลุกสัญชาตญาณของเชฟในตัวนางให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

นางก้าวเท้าข้ามเส้นแบ่งที่มองไม่เห็น บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปจากทุ่งร้างสู่พงไพรชอุ่ม ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงอาทิตย์จนเหลือเพียงลำแสงรำไรส่องลอดลงมายังพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้แห้งทับถมกันหนาเตอะ

ซูเยว่ซินมิได้ผลีผลามบุกเข้าไปโดยไร้การป้องกัน นางเพ่งสมาธิไปที่ดวงตาคู่สวย... เนตรประเมินถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง!

ในบัดดล โลกในสายตาของนางก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พงหญ้ารกชัฏที่ดูธรรมดาสามัญกลับปรากฏแสงสีเขียวอ่อนเข้มระยิบระยับสลับกันไป บางต้นมีแสงสีเหลืองจางๆ ห้อมล้อมอยู่ แสดงถึงคุณภาพและคุณค่าที่แตกต่างกัน

นางเดินลึกเข้าไปอย่างระมัดระวัง สายตากวาดมองไปรอบตัวอย่างไม่วางวาย พลันสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเห็ดรูปทรงประหลาดสีแดงสดใสราวกับทับทิม มันช่างดูงดงามยั่วยวนใจเสียเหลือเกิน หากเป็นชาวบ้านทั่วไปคงอดใจไม่ไหวที่จะเก็บมันไป แต่สำหรับซูเยว่ซินแล้ว...

*ฟุ่บ!*

กลุ่มควันสีดำสนิทราวกับหมึกจีนปรากฏขึ้นรอบดอกเห็ดนั้น พร้อมกับตัวอักษรสีเลือดที่ลอยเด่นขึ้นมา

*【เห็ดอสูรโลหิต】คุณภาพ: มีพิษร้ายแรงถึงชีวิต ห้ามบริโภคโดยเด็ดขาด!*

ซูเยว่ซินรู้สึกเย็นวาบไปทั่วสันหลัง นางรีบเบือนหน้าหนีและก้าวถอยห่างจากมันหลายก้าว นี่คือคุณค่าที่แท้จริงของเนตรประเมิน มันไม่ใช่แค่เครื่องมือค้นหาสมบัติ แต่ยังเป็นเกราะป้องกันชั้นเลิศที่ช่วยให้นางรอดพ้นจากภยันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ในป่าลึกแห่งนี้ได้

นางยังคงมุ่งหน้าต่อไป เป้าหมายของนางคือลำแสงสีทองที่เห็นเมื่อวาน แต่ดูเหมือนว่ามันจะอยู่ลึกเข้าไปในตัวภูเขามากกว่าที่คิด ระหว่างทาง นางใช้เนตรประเมินสำรวจพืชพรรณต่างๆ ไปด้วย มีทั้งผักป่าที่กินได้ซึ่งให้แสงสีเขียวอ่อน และสมุนไพรบางชนิดที่ให้แสงสีเขียวเข้มขึ้นมาเล็กน้อย นางเลือกเก็บยอดอ่อนของผักป่าบางส่วนใส่ตะกร้าไว้เผื่อเป็นเสบียง แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ

ขณะที่นางกำลังจะก้าวข้ามรากไม้ขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นดินขึ้นมา หางตาของนางก็พลันสังเกตเห็นกลุ่มแสงสีเขียวจางๆ ที่ขึ้นรวมกันเป็นดงอยู่ใต้เงาของพุ่มไม้หนาทึบ มันเป็นเพียงหญ้าต้นเล็กๆ ที่มีลักษณะคล้ายวัชพืชทั่วไป ใบของมันเรียวยาว แตกกิ่งก้านออกไปอย่างเป็นระเบียบ แต่ละก้านมีใบอยู่เก้าใบพอดี

ตอนแรกนางเพียงแค่เหลือบมองผ่านไป แต่แล้วความทรงจำในฐานะเชฟมืออาชีพก็พลันสว่างวาบขึ้นในห้วงความคิด

*‘เดี๋ยวก่อน... ลักษณะแบบนี้... ใบเก้าใบ... อย่าบอกนะว่า!’*

ซูเยว่ซินรีบย่อตัวลงและเพ่งเนตรประเมินไปยังดงหญ้านั้นในทันที!

พลันนั้น! ตัวอักษรสีเขียวมรกตก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

*【หญ้าหวานเก้าใบ】คุณภาพ: ปานกลาง เป็นสมุนไพรหายาก มีรสหวานบริสุทธิ์ สามารถนำไปตากแห้งบดเป็นผง หรือต้มเพื่อสกัดความหวาน ใช้แทนน้ำตาลทรายได้ มีสรรพคุณบำรุงพลังชี่เล็กน้อย*

ดวงตาของซูเยว่ซินเบิกกว้างขึ้นด้วยความยินดีจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่!

หญ้าหวานเก้าใบ! นี่มันคือหญ้าหวานเก้าใบในตำนาน! ในโลกยุคใหม่ของนาง มันคือวัตถุดิบชั้นเลิศที่ใช้ให้ความหวานแทนน้ำตาล มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของคนที่รักสุขภาพ แต่ในยุคนี้ที่น้ำตาลทรายเป็นของฟุ่มเฟือย มีราคาแพงดุจทองคำ การค้นพบดงหญ้าหวานนี่... มันไม่ต่างอะไรกับการขุดพบขุมทรัพย์ดีๆ นี่เอง!

ชาวบ้านคงเห็นว่ามันเป็นเพียงวัชพืชไร้ค่า จึงไม่มีใครสนใจที่จะเก็บมันเลยแม้แต่น้อย แต่นางรู้... นางรู้ดีว่าสิ่งนี้มีค่ามหาศาลเพียงใด! แค่เพียงนำมันไปต้มกับน้ำเปล่า ก็จะได้น้ำเชื่อมรสหวานละมุนที่สามารถนำไปปรุงอาหารหรือทำขนมได้สารพัด หรือหากนำไปตากแห้งแล้วบดเป็นผง ก็จะสามารถเก็บไว้ใช้ได้นานนับปี!

"สวรรค์! ท่านยังไม่ทอดทิ้งข้าจริงๆ!" นางพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หัวใจพองโตด้วยความหวังที่สว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง

นางไม่รอช้า รีบลงมือถอนหญ้าหวานเก้าใบขึ้นมาอย่างระมัดระวัง พยายามไม่ให้รากของมันขาดเสียหาย เผื่อว่านางจะสามารถนำมันกลับไปปลูกในมิติลับของตนเองได้ นางเก็บมันจนเกือบเต็มครึ่งตะกร้า เหลือไว้เพียงบางส่วนเพื่อให้มันได้ขยายพันธุ์ต่อไปในอนาคต

ขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บสมบัติล้ำค่าอยู่นั้น สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นร่องรอยบางอย่างบนพื้นดินที่ชื้นแฉะ มันเป็นรอยเท้าเล็กๆ ของสัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่ง คล้ายรอยกีบ แต่มีขนาดเล็กกว่ากีบหมูป่ามากนัก อาจจะเป็นเก้ง หรือไม่ก็กระต่ายป่า

ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัว... หากมีสัตว์เล็กๆ อาศัยอยู่แถบนี้จริง บางทีนางอาจจะลองทำกับดักง่ายๆ ดูได้ เนื้อสัตว์คือแหล่งโปรตีนชั้นดีที่จะช่วยบำรุงร่างกายของเสี่ยวรุ่ยให้แข็งแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ซูเยว่ซินจดจำตำแหน่งและลักษณะของรอยเท้านั้นไว้ในใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและสะพายตะกร้าขึ้นบ่า วันนี้นับว่าได้เก็บเกี่ยวเกินความคาดหมายไปมากโขแล้ว แม้จะยังไม่พบต้นตอของแสงสีทอง แต่การได้พบหญ้าหวานเก้าใบก็นับเป็นโชคลาภอันยิ่งใหญ่แล้ว

นางตัดสินใจที่จะเดินทางกลับก่อนที่ตะวันจะคล้อยบ่าย เพื่อจะได้กลับไปหาบุตรชายตามที่สัญญาไว้ แต่ในขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับนั่นเอง...

*ซวบ! ซวบซาบ!*

เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่นางยืนอยู่! มันไม่ใช่เสียงของสัตว์เล็กๆ อย่างกระต่ายหรือเก้งอย่างแน่นอน แต่เป็นเสียงของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่กำลังตรงมาทางนี้!

ซูเยว่ซินตัวแข็งทื่อในทันที! เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาจากไรผม นางรีบคว้ามีดพร้าขึ้นสนิมมาถือไว้ในมืออย่างแน่นหนา หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก

จะเป็นสัตว์ป่าดุร้าย... หรือว่าจะเป็น... คน?