ฝีปากคมคายไล่สุนัขลอบกัด

เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำใบไม้แห้งในป่าลึกครานั้น ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นเพียงชาวบ้านผู้หนึ่งที่เข้ามาหาฟืน ซูเยว่ซินแลกเปลี่ยนคำพูดไปสองสามประโยค ก่อนจะแยกย้ายกันไป แม้นางจะโล่งใจที่มิใช่สัตว์ร้าย แต่ความตึงเครียดเมื่อครู่ก็ยังเกาะกุมอยู่ในอก การอยู่ในป่าลึกเพียงลำพังย่อมไม่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

นางเร่งฝีเท้ากลับสู่กระท่อมท้ายหมู่บ้าน ตะกร้าที่คล้องแขนอยู่แม้จะเบา ทว่าภายในบรรจุไว้ซึ่งความหวังอันหนักอึ้ง หญ้าหวานเก้าใบเหล่านี้คือบันไดขั้นแรกที่จะพานางและบุตรชายให้หลุดพ้นจากความอดอยาก

ทว่าเมื่อย่างเท้าเข้าสู่เขตชายป่าที่เชื่อมกับท้ายหมู่บ้าน สัญชาตญาณที่เฉียบคมจากการเป็นเชฟผู้ต้องรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันอยู่เสมอ พลันส่งเสียงเตือนภัยในใจของนาง สายตาของซูเยว่ซินหรี่ลงเล็กน้อย กวาดมองไปยังกระท่อมซอมซ่อของตนซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว... มีบางอย่างผิดปกติ

เงาร่างตะคุ่มหนึ่งกำลังลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างฝากระท่อมที่ผุพัง ร่างนั้นยืดคอชะเง้อมองผ่านช่องโหว่เข้าไปด้านในด้วยท่าทางสอดรู้สอดเห็นและเต็มไปด้วยเจตนาร้าย แม้จะเห็นเพียงแผ่นหลัง แต่ซูเยว่ซินก็จดจำอาภรณ์สีเขียวหม่นปุปะนั้นได้ทันที

หวังจินจวี๋... สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลิน!

มุมปากของซูเยว่ซินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ นางคาดไว้แล้วว่าพวกตระกูลหลินจะต้องส่งคนมาดูแคลนสภาพของนางเป็นแน่ แต่ไม่คิดว่าจะมาเร็วถึงเพียงนี้ และผู้ที่มาก็คือคนที่นางรังเกียจที่สุดคนหนึ่งในบ้านนั้น หวังจินจวี๋ผู้นี้ปากหวานก้นเปรี้ยว ต่อหน้าผู้คนทำตัวเป็นสะใภ้ที่ดี แต่ลับหลังกลับขี้อิจฉาริษยาและชอบกดขี่ผู้อื่นเสมอมา

ซูเยว่ซินไม่คิดจะหลบซ่อน นางจงใจก้าวเดินลงส้นเท้าให้เกิดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ราวกับคนที่เพิ่งกลับจากการทำงานหนักและไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งใด

“อุ๊ย!” หวังจินจวี๋สะดุ้งสุดตัวราวกับกระต่ายตื่นตูม เมื่อหันมาเห็นซูเยว่ซินที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ใบหน้าก็ฉายแววตระหนกอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้ารังเกียจและดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง

“อ้อ... ที่แท้ก็เป็นน้องสะใภ้สามนี่เอง กลับมาจากขึ้นเขาแล้วหรือ?” หวังจินจวี๋เชิดคางขึ้นสูง กวาดตามองซูเยว่ซินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเยาะหยัน “ดูท่าทางสิ มอมแมมราวกับขอทานข้างถนน ข้าล่ะสงสารเสี่ยวรุ่ยนัก ที่ต้องมามีแม่เช่นเจ้า แล้วในตะกร้านั่น... คงเป็นหญ้าป่าที่เก็บมาประทังชีวิตกระมัง? เฮ้อ... ชีวิตช่างน่าเวทนานัก หากทนไม่ไหว ก็ลองไปคุกเข่าขอขมาท่านแม่ดูสิ บางทีท่านอาจจะใจอ่อนให้เจ้ากลับไปเป็นวัวเป็นม้าที่บ้านก็ได้”

ถ้อยคำถากถางเสียดแทงดังคมมีด แต่สำหรับซูเยว่ซินที่ผ่านโลกมามากกว่านั้น คำพูดระดับนี้เปรียบได้เพียงสายลมที่พัดผ่านใบหู นางวางตะกร้าในมือลงช้าๆ ยืดกายที่เมื่อยล้าเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหวังจินจวี๋ด้วยรอยยิ้มที่มองอย่างไรก็ไม่เป็นมิตร

“ที่แท้ก็เป็นพี่สะใภ้ใหญ่นี่เอง ข้าก็นึกว่าสุนัขบ้านไหนหลงมาด้อมๆ มองๆ แถวนี้” ซูเยว่ซินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ทุกถ้อยคำกลับคมกริบ “แปลกจริง... บ้านพี่สะใภ้ใหญ่มีงานการให้ทำมากมายมิใช่หรือ เหตุใดยังมีเวลาว่างมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ถึงกระท่อมท้ายหมู่บ้านที่ห่างไกลเช่นนี้ได้ หรือว่างานในครัวเสร็จสิ้นแล้ว? เสื้อผ้าซักแล้ว? ท่านแม่สามีคงจะพอใจในความขยันขันแข็งของพี่สะใภ้ใหญ่ยิ่งนัก”

ใบหน้าของหวังจินจวี๋บิดเบี้ยวทันที การที่ซูเยว่ซินพูดกระทบเรื่องงานบ้านก็เหมือนกับการตบหน้านางฉาดใหญ่ เพราะทุกคนในบ้านหลินต่างรู้ดีว่านางเป็นคนขี้เกียจและชอบอู้งานเพียงใด

“เจ้า!... เจ้ากล้าดียังไงมาพูดจาเช่นนี้กับข้า! นังแม่ม่ายสารเลว!” หวังจินจวี๋แผดเสียงอย่างเกรี้ยวกราด

ซูเยว่ซินหัวเราะในลำคอเบาๆ “ข้าพูดความจริง เหตุใดพี่สะใภ้ใหญ่ต้องร้อนตัวด้วยเล่า? หรือว่า... ที่ท่านมาที่นี่ ก็เพื่อจะมาดูว่าข้ากับเสี่ยวรุ่ยอดตายแล้วหรือยัง? ต้องขออภัยที่ทำให้ผิดหวัง ข้ายังมีชีวิตอยู่ดี แถมยังหาของดีจากบนเขามาได้ด้วย”

นางแสร้งทำเป็นหยิบหญ้าหวานเก้าใบขึ้นมาหนึ่งกำมือ โบกไปมาเบื้องหน้าหวังจินจวี๋ “ดูสิพี่สะใภ้ใหญ่ นี่คือสมุนไพรชั้นดีเชียวนะ เอาไปต้มน้ำดื่มช่วยบำรุงร่างกายได้ ท่านคงไม่รู้จักมันกระมัง? ก็น่าเห็นใจ... วันๆ เอาแต่คิดเรื่องไร้สาระ จะมีความรู้เรื่องสมุนไพรได้อย่างไร”

หวังจินจวี๋กัดฟันกรอด นางไม่รู้ว่าหญ้าในมือนั้นคืออะไร แต่ท่าทีที่เหนือกว่าของซูเยว่ซินทำให้โทสะของนางพุ่งสูงขึ้น “ก็แค่หญ้าไร้ค่า! ต่อให้เป็นโสมพันปี ก็เปลี่ยนสถานะของเจ้าไม่ได้หรอก! รอดยามนี้ได้ แต่จะรอดไปได้อีกกี่น้ำ!”

ซูเยว่ซินเก็บหญ้าหวานกลับเข้าตะกร้าอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้หวังจินจวี๋อีกหนึ่งก้าว แล้วลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ แต่แววตากลับจริงจังจนน่ากลัว

“พี่สะใภ้ใหญ่... ท่านว่าท่านแม่จะว่าอย่างไร หากท่านรู้ว่าไข่ไก่ในเล้าที่ท่านคอยนับทุกเช้าทุกเย็น มันไม่ได้หายไปเพราะงูหรือหนู... แต่กลับหายเข้าไปอยู่ในท้องของใครบางคนแถวนี้?”

เพียงประโยคเดียว ก็ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของหวังจินจวี๋!

ใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธ บัดนี้กลับซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อกาฬผุดซึมขึ้นมาตามไรผม ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกและไม่อยากจะเชื่อ นางจ้องมองซูเยว่ซินราวกับเห็นภูตผีปีศาจ!

เรื่องที่นางแอบขโมยไข่ไก่วันละฟองสองฟองไปต้มกินบำรุงตัวเอง เป็นความลับที่นางคิดว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้! นางทำอย่างแนบเนียนและระมัดระวังที่สุดเสมอมา... แล้วนังแม่ม่ายนี่รู้ได้อย่างไร!?

ซูเยว่ซินในร่างเดิมอาจจะโง่เขลาและอ่อนแอ แต่ซูเยว่ซินคนปัจจุบันมีความทรงจำของร่างนี้ทั้งหมด ครั้งหนึ่งนางเคยเห็นหวังจินจวี๋แอบซ่อนไข่ไก่ไว้ในแขนเสื้อด้วยหางตา และวันนี้... ความทรงจำนั้นได้กลายเป็นอาวุธชิ้นเยี่ยม

“พะ... พูดจาเหลวไหล! เจ้าใส่ร้ายข้า!” หวังจินจวี๋ปฏิเสธเสียงสั่น แต่กลับไม่กล้าสบตาซูเยว่ซินตรงๆ

“ข้าใส่ร้ายท่านหรือ?” ซูเยว่ซินยิ้มหยัน “เช่นนั้นเราไปพิสูจน์กันต่อหน้าท่านแม่ดีหรือไม่? ข้าเชื่อว่าท่านแม่มีวิธีเค้นความจริงจากปากคนได้ดีกว่าข้าเป็นแน่... ท่านคงจำได้ใช่หรือไม่ ว่าคนที่ขโมยแป้งข้าวโพดครั้งก่อน โดนท่านแม่จับได้แล้ว下场เป็นอย่างไร?”

คำขู่ของซูเยว่ซินแทงใจดำของหวังจินจวี๋อย่างจัง ภาพของสาวใช้ที่ถูกจางชุ่ยฮวาโบยตีจนหลังลายแล้วขายออกไปลอยขึ้นมาในหัว ทำให้นางตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว จางชุ่ยฮวารักเงินและของกินของใช้ยิ่งกว่าชีวิต หากรู้ว่านางแอบขโมยของกิน... หวังจินจวี๋ไม่อยากจะจินตนาการถึงชะตากรรมของตนเอง

“ไสหัวไปเสีย... ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน” ซูเยว่ซินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “และจำไว้ให้ดี... อย่าได้ย่างกรายมาเหยียบบ้านข้าอีก หากข้าเห็นท่านมาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีกครั้ง... เรื่องไข่ไก่คงจะไปถึงหูท่านแม่ในทันที”

หวังจินจวี๋หน้าซีดสลับเขียว นางจ้องซูเยว่ซินด้วยความทั้งโกรธทั้งกลัว แต่ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงแค่นกระทืบเท้าอย่างเจ็บใจ พ่นคำสาปแช่งที่ขาดห้วงและฟังไม่เป็นศัพท์ออกมาสองสามคำ ก่อนจะหันหลังกลับและวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปราวกับสุนัขที่ถูกน้ำร้อนลวก ไม่กล้าหันกลับมามองอีกแม้แต่น้อย

ซูเยว่ซินมองตามร่างนั้นไปจนลับสายตา รอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้าจึงค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความเหนื่อยล้าและความกังวลใจ

การขับไล่หวังจินจวี๋ไปได้ในวันนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เหตุการณ์นี้กลับตอกย้ำให้นางตระหนักถึงความไม่ปลอดภัยของที่นี่ กระท่อมหลังนี้ไม่มีรั้วรอบขอบชิด ใครจะไปใครจะมาก็ได้ วันนี้เป็นหวังจินจวี๋ที่มาเพื่อเยาะเย้ย วันหน้าอาจเป็นโจรขโมยหรือคนไม่ดีที่มาเพื่อประสงค์ร้ายต่อทรัพย์สินหรือชีวิตของนางกับบุตรชาย

นางทอดถอนใจยาว พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณกระท่อมที่รกร้างว่างเปล่า ในใจตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว

“ไม่ได้การ... ข้าต้องสร้างรั้ว... อย่างน้อยก็ต้องมีรั้วไม้ไผ่ที่แข็งแรงพอจะป้องกันผู้บุกรุกในยามค่ำคืนได้”

ความคิดนั้นทำให้นางรู้สึกถึงภาระที่หนักอึ้งขึ้นอีกครั้ง แต่นางก็ไม่มีเวลามานั่งท้อแท้ นางต้องรีบเข้าไปดูบุตรชายและเตรียมอาหารเย็น เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูเยว่ซินจึงยกตะกร้าขึ้นแล้วเดินตรงไปยังประตูไม้ที่ใกล้จะพังเต็มที

นางผลักประตูที่เปิดแง้มไว้ออกเบาๆ พร้อมกับส่งเสียงเรียกบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “เสี่ยวรุ่ย แม่กลับมาแล้ว หิวหรือยังลูก?”

ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมา... มีเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก ภายในกระท่อมที่เริ่มมืดสลัว ไม่มีเสียงขานรับที่นางคุ้นเคย ไม่มีแม้แต่เสียงเคลื่อนไหวใดๆ

หัวใจของซูเยว่ซินพลันกระตุกวูบ ความหวาดหวั่นที่เย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาวพัดผ่านร่างของนางในทันที

“เสี่ยวรุ่ย!?”