แปลงดินวิญญาณเริ่มทำงาน

เสียงเรียกของซูเยว่ซินขาดหายไปในความเงียบงันอันน่าอึดอัดของกระท่อมที่แสงตะวันสุดท้ายกำลังจะลาลับ ความหวาดหวั่นที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งแทรกซึมเข้าสู่กระดูกทุกข้อของนางอย่างรวดเร็ว ในอกที่เคยอบอุ่นเมื่อครู่ บัดนี้กลับเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกจนเจ็บปวด

“เสี่ยวรุ่ย! เจ้าอยู่ไหนลูก!?”

นางร้องเรียกอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม ตะกร้าในมือถูกโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี ของป่าที่เพียรเก็บมาตลอดบ่ายกระจายเกลื่อนพื้นดินแข็งกระด้าง แต่นางไม่มีแก่ใจจะสนใจอีกต่อไป สองเท้าก้าวพรวดเข้าไปในกระท่อมที่มืดสลัว กวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างร้อนรน

หัวใจของนางราวกับถูกบีบรัดด้วยคีมเหล็กเย็นเฉียบ ภาพเลวร้ายนานัปการผุดขึ้นในห้วงคำนึง หรือว่า... หรือว่าคนจากตระกูลหลินจะย้อนกลับมาทำอันใดบุตรชายของนาง? หรือจะเป็นหวังจินจวี๋ที่อาฆาตแค้น? ความคิดเหล่านั้นทิ่มแทงจิตใจของนางจนแทบคลั่ง

“เสี่ยวรุ่ย... ตอบแม่หน่อย...” นางพึมพำเสียงแผ่ว แสงสลัวจากภายนอกที่ลอดผ่านช่องประตูเข้ามานั้นน้อยนิดเกินไป นางต้องเพ่งมองอย่างหนักเพื่อสำรวจทุกซอกทุกมุมของห้องแคบๆ ที่มีเพียงเตียงไม้เก่าผุพังกับกองฟางรกรุงรัง

และในวินาทีนั้นเอง ที่นางได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบา สม่ำเสมอ...ดังมาจากมุมหนึ่งของห้อง

ซูเยว่ซินชะงักกึก ความตื่นตระหนกพลันถูกระงับไว้ด้วยสติ นางย่องเท้าเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงไปยังมุมห้องที่มืดที่สุด ที่นั่น... บนกองฟางแห้งซึ่งนางใช้เป็นเชื้อไฟ มีร่างเล็กๆ ขดตัวกลมซุกอยู่ภายใต้ผ้าห่มเก่าขาดวิ่นผืนหนึ่ง อกน้อยๆ นั้นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหลับใหลที่สงบนิ่ง

หลินเสี่ยวรุ่ยนอนหลับปุ๋ยอยู่นี่เอง!

ราวกับภูเขาลูกมหึมาถูกยกออกจากอก ซูเยว่ซินทรุดกายลงนั่งข้างๆ บุตรชายอย่างหมดแรง นางยื่นมือที่สั่นเทาออกไปแตะหน้าผากของเขาเบาๆ ไม่มีความร้อน เป็นอุณหภูมิปกติของร่างกายเด็กน้อย นางจึงค่อยๆ ลูบไล้เส้นผมที่นุ่มละเอียดนั้นอย่างรักใคร่หยาดเยิ้ม น้ำตาแห่งความโล่งใจเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่

บางทีเสียงทะเลาะวิวาทของนางกับหวังจินจวี๋เมื่อครู่อาจทำให้เด็กน้อยตกใจกลัวจนต้องหาที่ซ่อน แล้วคงเผลอหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย

นางมองใบหน้ายามหลับที่ไร้เดียงสาของบุตรชายแล้วก็พลันรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง นางมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการหาอาหารและต่อกรกับคนชั่ว จนลืมไปว่าบุตรชายของนางยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยที่ต้องการความปลอดภัยและความอบอุ่นมากเพียงใด

“แม่ขอโทษนะเสี่ยวรุ่ย...” นางกระซิบเสียงเบา “แม่ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องหวาดกลัว”

นางนั่งมองบุตรชายอยู่ครู่ใหญ่ ปล่อยให้ความอบอุ่นจากร่างเล็กๆ นั้นช่วยปลอบประโลมหัวใจที่บอบช้ำ จนกระทั่งเสียงท้องร้องเบาๆ ของเสี่ยวรุ่ยดังขึ้น ปลุกนางให้ตื่นจากภวังค์

ใช่แล้ว... เด็กน้อยคงหิวมากแล้ว ซูเยว่ซินสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกพลังใจและความเข้มแข็งของตนกลับคืนมา นางต้องทำอาหาร! ต้องทำอาหารมื้ออร่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อชดเชยให้แก่ลูกรัก

นางค่อยๆ ลุกขึ้น จัดการจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็กจนสว่างวาบขึ้น ไล่ความมืดและความหนาวเหน็บออกไปจากกระท่อมได้ส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปมองวัตถุดิบที่ตนมี... ผักป่าไม่กี่ชนิดกับไข่ไก่ที่ป้าหลี่ให้มาสองฟอง มันคงพอทำซุปจืดๆ ได้หนึ่งถ้วย แต่นั่นไม่เพียงพอสำหรับเด็กที่ต้องการสารอาหารและพลังงาน

ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในสมองของนาง

‘มิติลับ!’

ใช่แล้ว! ในมิติยังมีพื้นที่ว่างเปล่า และนางก็มีเมล็ดพันธุ์ที่เก็บมาจากในป่าติดตัวมาด้วย!

ซูเovi่ซินไม่รอช้า นางเดินไปนั่งขัดสมาธิที่มุมหนึ่งของห้อง หลับตาลงและรวบรวมสมาธิ ในชั่วพริบตา ทิวทัศน์รอบกายก็พลันเปลี่ยนไป นางกลับมายืนอยู่ท่ามกลางดินแดนมหัศจรรย์ส่วนตัวอีกครั้งหนึ่ง

วันนี้ดูเหมือนว่ามิติจะมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อากาศภายในสดชื่นยิ่งขึ้น หญ้าสีเขียวที่พื้นดูจะสดใสและมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม กลิ่นดินและพฤกษาก็หอมจรุงใจยิ่งนัก นี่คงเป็นผลจากที่นางนำของจากโลกภายนอกเข้ามาครั้งก่อน ดูเหมือนว่าความอุดมสมบูรณ์ของมิติจะค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นทีละน้อย

ซูเยว่ซินไม่เสียเวลาชื่นชมทิวทัศน์นานนัก นางเดินตรงไปยัง ‘แปลงดินวิญญาณ’ สองแปลงที่ยังคงว่างเปล่าอยู่ข้างกระท่อมเก็บของ ดินสีดำขลับในแปลงนั้นดูอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าดินชั้นเลิศใดๆ ที่นางเคยพบเห็นมาในชีวิตเชฟ

นางล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อผ้าเล็กๆ ที่บรรจุเมล็ดพันธุ์ผักป่าสีน้ำตาลเข้มออกมา มันคือเมล็ดของผักชนิดหนึ่งที่นางใช้ ‘เนตรประเมิน’ ตรวจสอบแล้วว่ากินได้และมีรสชาติดี นางบรรจงใช้นิ้วกรีดผืนดินวิญญาณให้เป็นร่องตื้นๆ แล้วหย่อนเมล็ดลงไปทีละเมล็ดอย่างเบามือ ก่อนจะกลบดินทับบางๆ

จากนั้น นางจึงเดินไปยัง ‘บ่อน้ำพุวารีพิสุทธิ์’ ที่อยู่ไม่ไกล ใช้สองมือวักน้ำใสกระจ่างที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับผลึกแก้วขึ้นมา แล้วนำไปรดบนแปลงดินที่เพิ่งหว่านเมล็ดลงไป

ทันทีที่หยดน้ำพุสัมผัสกับผืนดินวิญญาณ ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น!

เมล็ดพันธุ์ที่ควรจะต้องใช้เวลาหลายวันในการงอก กลับสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ยอดอ่อนสีเขียวสดจะแทงทะลุดินขึ้นมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา! ซูเยว่ซินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ยอดอ่อนเหล่านั้นเติบโตอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันยืดลำต้น แตกใบอ่อน แล้วขยายขนาดใหญ่ขึ้น... ใหญ่ขึ้น... ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) ผักป่าต้นน้อยก็เจริญเติบโตเต็มที่ กลายเป็นผักใบเขียวชอุ่มน่ากิน แผ่กลิ่นอายแห่งปราณชีวิบริสุทธิ์ออกมาอย่างเข้มข้น

“สวรรค์... นี่มันน่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว!” นางอุทานออกมาอย่างลืมตัว นี่ไม่ใช่แค่เร็วกว่าปกติหลายเท่า แต่มันคือการย่นระยะเวลาจากหลายสัปดาห์ให้เหลือเพียงชั่วพริบตา!

นางไม่รอช้า รีบเก็บเกี่ยวผักวิญญาณที่สดใหม่เหล่านั้นอย่างระมัดระวัง แล้วนำออกมาจากมิติ กลับสู่กระท่อมที่คุ้นเคย กลิ่นหอมจางๆ ของผักลอยอบอวลไปทั่วห้อง ปลุกให้หลินเสี่ยวรุ่ยที่กำลังสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเต็มตา

“ท่านแม่... หอมจังเลยขอรับ” เด็กน้อยขยี้ตาแล้วเอ่ยขึ้นจมูกฟุดฟิด

“หิวแล้วใช่หรือไม่คนดี รอสักครู่นะ แม่จะทำของอร่อยให้เจ้ากิน” ซูเยว่ซินยิ้มอย่างอ่อนโยน

นางลงมือทำอาหารอย่างคล่องแคล่วว่องไว ผักวิญญาณสดกรอบถูกนำมาผัดกับไข่ไก่ ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย และที่สำคัญคือนางเด็ด ‘หญ้าหวานเก้าใบ’ สดๆ จากในมิติมาขยี้ใส่ลงไปด้วย ความร้อนทำให้ใบหญ้าปล่อยรสหวานละมุนออกมา กลบความขมจางๆ ของผักป่าจนสิ้นเชิง และชูรสชาติของวัตถุดิบทั้งหมดให้โดดเด่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

กลิ่นหอมหวนของไข่ผัดผักลอยฟุ้งไปทั่วกระท่อม มันเป็นกลิ่นหอมที่แตกต่างจากอาหารทั่วไป เป็นความหอมที่บริสุทธิ์และชวนให้เจริญอาหารอย่างที่สุด

ไม่นานนัก อาหารมื้อค่ำแสนเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพก็ถูกจัดวางลงบนโตไม้เตี้ยๆ ตรงหน้าหลินเสี่ยวรุ่ย ควันร้อนกรุ่นลอยขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นที่ทำให้ท้องของเด็กน้อยร้องดังยิ่งกว่าเดิม

“กินเถอะลูกรัก”

หลินเสี่ยวรุ่ยไม่รอช้า ใช้ช้อนไม้ตักไข่ผัดผักเข้าปาก คำแรกที่ได้ลิ้มรส ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างเป็นประกาย “อร่อย! ท่านแม่... อร่อยมากขอรับ! อร่อยกว่าทุกอย่างที่ข้าเคยกินมาเลย!”

เด็กน้อยพูดพลางเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข รสชาติหวานกรอบของผักผสมผสานกับความนุ่มนวลของไข่และความหวานจากธรรมชาติของหญ้าหวานเก้าใบ มันคือรสชาติที่เรียบง่ายแต่สมบูรณ์แบบที่สุด ซูเยว่ซินมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต นางตักอาหารให้บุตรชายครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดเด็กน้อยก็ลูบหน้าท้องที่ป่องขึ้นมาของตนอย่างพึงพอใจ

“อิ่มแล้วขอรับ อิ่มจนพุงกางเลย” เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่สดใสที่สุดนับตั้งแต่นางทะลุมิติมาอยู่ที่นี่

ในที่สุด... ในที่สุดนางก็สามารถมอบอาหารดีๆ และความสุขเล็กๆ ให้แก่บุตรชายได้เสียที ซูเยว่ซินรู้สึกราวกับความเหนื่อยล้าทั้งหมดได้มลายหายไปสิ้น

นางเก็บถ้วยชามไปล้าง ทำความสะอาดทุกอย่างเรียบร้อย ขณะที่กำลังจะดับตะเกียงเพื่อเข้านอนนั้นเอง หูของนางพลันได้ยินเสียงผิดปกติบางอย่างจากด้านนอกกระท่อม

ซวบ... ซาบ...

มันเป็นเสียงคล้ายคนกำลังเดินย่ำอยู่บนใบไม้แห้งอย่างเชื่องช้า... และดูเหมือนจะกำลังตรงมาที่กระท่อมของนาง!

หัวใจของซูเยว่ซินที่เพิ่งจะสงบลงได้ไม่นาน พลันกระตุกวูบขึ้นมาอีกครั้ง ใครกันที่มาด้อมๆ มองๆ ยามวิกาลเช่นนี้? กลิ่นอาหารของนาง... หรือว่ามันจะไปไกลเกินกว่าที่นางคาดคิด จนไปดึงดูดแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาเสียแล้ว?