ไข้หนาวและยาสมุนไพร

เสียงย่ำใบไม้แห้งอันแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี ทำให้ซูเยว่ซินที่กำลังจะดับตะเกียงต้องชะงักงันในทันที หัวใจที่เพิ่งจะเปี่ยมสุขจากการได้เห็นบุตรชายอิ่มหนำ พลันบีบรัดตัวด้วยความตระหนกอีกครั้ง

นางรีบก้าวไปดับตะเกียงน้ำมันในฉับพลัน ความมืดมิดเข้าปกคลุมทั่วทั้งกระท่อมในชั่วพริบตา เหลือเพียงแสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องผ่านรอยแตกของผนังดินเข้ามาเป็นลำบางๆ ซูเยว่ซินย่องไปที่บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าอย่างแผ่วเบาที่สุด นางเอียงหูแนบกับแผ่นไม้ สดับฟังเสียงจากภายนอกด้วยลมหายใจที่กลั้นไว้

ซวบ... ซาบ...

เสียงนั้นยังคงดังอยู่ และดูเหมือนจะขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของมนุษย์ แต่เป็นเสียงย่ำที่สม่ำเสมอและระมัดระวัง... คล้ายกับสัตว์ป่าบางชนิดที่กำลังสำรวจหาอาหาร

หรือว่ากลิ่นไข่ผัดผักป่าของนางจะหอมฟุ้งไปไกลจนไปปลุกสัญชาตญาณของสัตว์ที่หิวโหยในป่าหลังกระท่อม?

ซูเยว่ซินค่อยๆ แง้มบานประตูออกเล็กน้อยเพียงเท่ารอยเข็ม ช่องว่างนั้นเปิดให้เห็นภาพภายใต้แสงจันทร์สลัว สิ่งที่ปรากฏแก่สายตานางไม่ใช่ชาวบ้านผู้ไม่หวังดี แต่เป็นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่มีขนสีแดงปนน้ำตาล มันกำลังใช้จมูกดมฟุดฟิดไปตามพื้นดินรอบกระท่อมอย่างสนใจใคร่รู้ ท่าทางของมันไม่ได้ดุร้าย แต่เต็มไปด้วยความสงสัยในกลิ่นหอมที่ยังคงตกค้างอยู่ในอากาศ

เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงสัตว์ป่า ซูเยว่ซินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก นางเคาะบานประตูเบาๆ หนึ่งครั้ง ปัง!

เจ้าสุนัขจิ้งจอกสะดุ้งสุดตัว ขนทั้งร่างลุกชัน มันหันขวับมายังต้นเสียง ก่อนจะเผ่นแผล็วหายลับเข้าไปในเงามืดของพงไพรอย่างรวดเร็ว

ความตึงเครียดคลายลง ซูเยว่ซินปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา นางหันกลับมามองหลินเสี่ยวรุ่ยที่หลับสนิทอยู่บนเตียงฟาง โดยไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

ค่ำคืนนี้ลมหนาวพัดกรูเกรียวรุนแรงกว่าทุกคืนที่ผ่านมา อากาศที่เย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านผนังดินและหลังคาที่ผุพังเข้ามาไม่หยุดหย่อน ผ้าห่มผืนเก่าที่บางจนแทบจะโปร่งแสงแทบไม่สามารถมอบความอบอุ่นใดๆ ได้ ซูเยว่ซินจึงขยับเข้าไปนอนเบียดบุตรชาย กอดเขาไว้ในอ้อมแขน หวังว่าไออุ่นจากร่างกายของนางจะพอช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บให้เขาได้บ้าง

ทว่ากลางดึกนั้นเอง นางรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ร่างเล็กๆ ในอ้อมกอดของนางสั่นสะท้านไม่หยุดหย่อน มิใช่การสั่นเพราะความหนาวเย็นตามปกติ แต่เป็นการสั่นเทาที่รุนแรงจนน่าใจหาย

ซูเยว่ซินลืมตาโพลงในความมืด นางรีบยกหลังมือขึ้นแตะหน้าผากของหลินเสี่ยวรุ่ย ความร้อนที่แผ่ซ่านออกมานั้นสูงจนน่าตกใจราวกับก้อนถ่านที่คุไฟ!

“เสี่ยวรุ่ย! เสี่ยวรุ่ย!” นางเรียกชื่อบุตรชายเสียงสั่นเครือ แตะแก้มของเขาที่แดงก่ำและร้อนจัด

เด็กน้อยครางอืออาในลำคอ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ดวงตาของเขาปรือปรอยและเหม่อลอย ริมฝีปากแห้งผากและซีดขาว “ท่านแม่... ข้า... ข้าหนาว...”

หัวใจของซูเยว่ซินหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม นี่มันอาการของไข้หนาว! ด้วยร่างกายที่อ่อนแอและขาดสารอาหารมานาน ประกอบกับอากาศที่หนาวเย็นลงอย่างกะทันหัน ในที่สุดร่างกายของเด็กน้อยก็ทานทนไม่ไหว

นางร้อนใจจนแทบคลั่ง ความรู้เรื่องการทำอาหารจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดของนางไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงในยามนี้ นางไม่มีเงินแม้แต่เหรียญเดียวที่จะไปเชิญท่านหมอ ไม่มีแม้กระทั่งยาพื้นฐานติดบ้าน ความรู้สึกอับจนหนทางถาโถมเข้าใส่นางอย่างรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก

ไม่! นางจะยอมแพ้ไม่ได้! บุตรชายของนางเพิ่งจะฟื้นตัวได้ไม่นาน จะต้องมาล้มป่วยลงอีกครั้งเพราะความยากจนของนางไม่ได้เด็ดขาด!

ในวินาทีแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็พลันสว่างวาบขึ้นในใจ... เนตรประเมิน!

ใช่แล้ว! ทักษะพิเศษของนางไม่ได้ใช้ได้แค่กับวัตถุดิบทำอาหาร แต่ยังสามารถประเมินพืชพรรณทุกชนิดได้ บางทีในป่าหลังกระท่อมแห่งนี้ อาจมีสมุนไพรที่สามารถช่วยชีวิตบุตรชายของนางได้ซ่อนอยู่!

ความหวังจุดประกายขึ้นอีกครั้ง ซูเยว่ซินห่อร่างของหลินเสี่ยวรุ่ยด้วยผ้าห่มจนมิดชิดราวกับดักแด้ นางรินน้ำอุ่นที่เหลือจากมื้อค่ำป้อนให้เขาดื่ม ก่อนจะลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ “นอนรอท่านแม่ที่นี่นะลูกรัก แม่จะไปหายามาให้เจ้า ไม่นาน... ไม่นานแม่จะกลับมา”

นางคว้าตะกร้าสานใบเล็กและมีดพร้าเก่าๆ ที่พิงอยู่มุมห้อง แล้วเปิดประตูวิ่งฝ่าความมืดและความหนาวเหน็บออกไปยังป่าทึบท้ายกระท่อมทันที

ลมหนาวบาดผิวราวกับใบมีด แต่ซูเยว่ซินไม่รู้สึกถึงมันเลยแม้แต่น้อย ในใจของนางมีเพียงภาพใบหน้าซีดขาวของบุตรชาย เมื่อก้าวเข้าสู่เขตป่า นางเพ่งสมาธิไปที่ดวงตาทั้งสองข้าง “เปิดใช้งาน, เนตรประเมิน!”

ในบัดดล โลกในยามค่ำคืนที่มืดมิดก็เปลี่ยนไปในสายตาของนาง พืชพรรณนานาชนิดที่เคยเห็นเป็นเพียงเงาดำตะคุ่ม บัดนี้กลับปรากฏแสงเรืองรองในระดับที่แตกต่างกันไป ต้นไม้และหญ้าส่วนใหญ่มีแสงสีเทาจางๆ ซึ่งบ่งบอกว่ามันเป็นเพียงพืชธรรมดา

นางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นระรัวด้วยความกังวล ในที่สุด สายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับพืชกลุ่มหนึ่งที่ขึ้นอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ พวกมันเปล่งแสงสีเขียวอ่อนจางๆ ออกมา ซูเยว่ซินรีบเข้าไปดูใกล้ๆ ในหัวของนางปรากฏข้อมูลขึ้นมาทันที: *‘ใบอู่ซวง’ มีสรรพคุณลดไข้เล็กน้อย ขับเหงื่อ*

ยังไม่ดีพอ! อาการของเสี่ยวรุ่ยหนักหนาเกินกว่าที่สมุนไพรระดับนี้จะรักษาได้ นางต้องการสิ่งที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่านี้!

นางสืบเท้าลึกเข้าไปในป่าอีก อากาศยิ่งหนาวเย็นลงเรื่อยๆ แต่สายตาของนางยังคงสอดส่ายไม่หยุด แล้วในที่สุด... นางก็พบมัน!

ท่ามกลางดงหญ้าที่รกชัฏ มีพืชเถาชนิดหนึ่งที่เลื้อยพันอยู่กับกิ่งไม้แห้ง ใบของมันมีรูปทรงคล้ายหัวใจ และที่น่าอัศจรรย์คือ ทั่วทั้งลำต้นและใบของมันกำลังเปล่งประกายแสงสีเขียวมรกตที่สว่างไสวและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสมุนไพรใดๆ ที่นางเคยเห็น!

*‘เถาหานปิง’ (เถาวัลย์น้ำแข็งเย็น) สมุนไพรชั้นดี หายาก สรรพคุณหลัก: ขับพิษไข้หนาวอย่างรุนแรง ลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว บำรุงลมปราณที่อ่อนแอ*

หัวใจของซูเยว่ซินพองโตด้วยความยินดี นางพบแล้ว! ยาช่วยชีวิตบุตรชายของนาง! นางไม่รอช้า ใช้มีดพร้าตัดเถาหานปิงมาหลายเส้นอย่างระมัดระวัง ไม่ไกลกันนัก นางยังพบรากไม้ชนิดหนึ่งที่เปล่งแสงสีเหลืองทองออกมา ข้อมูลระบุว่ามันคือ *‘รากขิงเหมันต์’* มีฤทธิ์ขับความเย็นและเสริมสร้างความอบอุ่นจากภายใน

นางเก็บสมุนไพรทั้งสองชนิดใส่ตะกร้าจนเกือบเต็ม แล้วรีบวิ่งกลับกระท่อมด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยทำได้

เมื่อกลับมาถึง นางก่อไฟในเตาที่ใกล้จะมอดดับให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง จากนั้นจึงหยิบหม้อดินใบเล็กที่สุดออกมา นางล้างสมุนไพรด้วยน้ำธรรมดาจนสะอาด แต่ในขั้นตอนสำคัญที่สุด นางหลับตาลงและนำจิตเข้าสู่มิติลับส่วนตัว

นางตรงไปยังบ่อน้ำพุวารีพิสุทธิ์ที่ตั้งอยู่กลางมิติ ตักน้ำใสสะอาดที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตบริสุทธิ์นั้นขึ้นมาเต็มกระบวย ก่อนจะนำจิตกลับสู่โลกภายนอกและเทน้ำนั้นลงในหม้อดินทันที

นางนำเถาหานปิงและรากขิงเหมันต์ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไป แล้วจึงยกหม้อขึ้นตั้งบนเตาไฟ

ไม่นานนัก กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของสมุนไพรก็เริ่มลอยอบอวลไปทั่วกระท่อม แต่กลิ่นที่ได้นั้นแตกต่างจากยาสมุนไพรต้มทั่วไปที่มักจะมีกลิ่นฉุนและขมจนชวนคลื่นเหียน กลิ่นนี้กลับหอมละมุน บริสุทธิ์ และแฝงไปด้วยไอพลังที่ทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างน่าประหลาด ซูเยว่ซินรู้ได้ทันทีว่านี่คืออานุภาพของน้ำพุวารีพิสุทธิ์ที่ช่วยดึงและเสริมสรรพคุณของสมุนไพรออกมาจนถึงขีดสุด

เมื่อยาเดือดได้ที่ นางจึงยกลงจากเตา รินน้ำยาสีเขียวใสราวกับมรกตใส่ชาม รอจนมันอุ่นลงเล็กน้อย แล้วจึงประคองร่างของหลินเสี่ยวรุ่ยขึ้นมา

“เสี่ยวรุ่ย ดื่มยานะลูก มันจะช่วยให้เจ้าดีขึ้น”

เด็กน้อยที่กำลังสะลึมสะลือพยักหน้าอย่างว่าง่าย แม้รสชาติของยาจะขมฝาดอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามกลืนลงไปจนหมดชาม ซูเยว่ซินวางบุตรชายลงนอนตามเดิม ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้เขาอย่างแผ่วเบา และกอดเขาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง

ราวกับปาฏิหาริย์ เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ร่างกายที่เคยสั่นเทารุนแรงของหลินเสี่ยวรุ่ยก็เริ่มสงบลง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมออกมาตามไรผมและหน้าผาก อุณหภูมิที่ร้อนจัดค่อยๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซูเยว่ซินเฝ้าดูแลเขาไม่ห่างตลอดทั้งคืน จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาในกระท่อม

ไข้ของหลินเสี่ยวรุ่ยลดลงจนเกือบเป็นปกติแล้ว! ใบหน้าที่เคยแดงก่ำบัดนี้กลับมามีสีเลือดฝาดจางๆ แม้จะยังดูอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่ลมหายใจของเขากลับมาสม่ำเสมอและสงบสนิท ไม่หลงเหลืออาการของไข้หนาวที่รุนแรงเมื่อคืนอีกต่อไป

ซูเยว่ซินมองใบหน้าที่หลับสนิทของบุตรชายด้วยน้ำตาที่คลอหน่วย ในที่สุด... ในที่สุดนางก็สามารถปกป้องเขาไว้ได้อีกครั้ง

สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่ในตะกร้า เถาหานปิงและรากขิงเหมันต์ที่เปล่งประกายแสงจางๆ แม้จะถูกเก็บมาข้ามคืนแล้วก็ตาม ในใจของนางพลันบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา...

สมุนไพรคุณภาพดีเยี่ยมเช่นนี้ หากนำไปขายที่ตลาดในตัวอำเภอ จะต้องได้ราคาดีอย่างแน่นอน! นี่ไม่ใช่แค่ยาช่วยชีวิต แต่ยังเป็นเส้นทางสู่การทำเงินก้อนแรกของนางด้วย!

ความคิดนั้นจุดประกายความหวังครั้งใหม่ที่สว่างไสวกว่าเดิม นางต้องการเงิน... เงินเพื่อซื้ออาหารที่ดีกว่านี้ เสื้อผ้าที่หนาขึ้น และผ้าห่มผืนใหม่ที่สามารถปกป้องบุตรชายของนางจากความหนาวเหน็บได้อย่างแท้จริง

ดวงตาของซูเยว่ซินทอประกายแห่งความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางมองออกไปนอกประตู ไปยังเส้นทางดินที่ทอดยาวออกจากหมู่บ้านเซียงเหอ ตรงไปยังทิศที่ตั้งของตลาดอำเภอผิงอัน

นางต้องไปที่นั่น! ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอันตรายหรือความยากลำบากใดๆ ก็ตาม มันย่อมไม่น่ากลัวไปกว่าการต้องทนดูบุตรชายเจ็บป่วยและทุกข์ทรมานเพราะความยากจนอีกต่อไปแล้ว