พ่อหม้ายเฒ่ามาเยือน เจอดีต้อนรับ!
รอยยิ้มเย็นเยียบของลู่ซือเยว่ค้างอยู่บนใบหน้า ขณะที่บรรยากาศภายในบ้านดินหลังเก่าตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด หม่าเจาตี้ที่เพิ่งกระโจนหนีตายจากเตียงคัง หอบหายใจอย่างหนักหน่วงด้วยความโกรธแค้นและอัปยศอดสู นางจ้องเขม็งมาที่สะใภ้รองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
แต่ก่อนที่สงครามน้ำลายระลอกใหม่จะได้เริ่มขึ้น เสียงแหบพร่าเสียงหนึ่งก็ดังมาจากหน้าประตูบ้าน
"บ้านตระกูลเฉียวอยู่หรือไม่? ข้า...พ่อหม้ายหวังมาตามนัดแล้ว!"
เพียงสิ้นเสียงนั้น สีหน้าของหม่าเจาตี้ก็แปรเปลี่ยนไปในทันที ความเจ็บแค้นเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มประจบประแจงอย่างน่ารังเกียจ นางรีบจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ของตนให้เข้าที่ แล้วหันไปขยิบตาให้เฉียวต้าเฉียงเป็นสัญญาณ
ลู่ซือเยว่หรี่ตามองภาพนั้นอย่างเย็นชา ในใจพลันกระจ่างแจ้ง ละครฉากใหญ่ที่สองสามีภรรยาเฒ่าร่วมกันแสดง ไม่ใช่เพียงเพื่อข่มขู่ให้นางหวาดกลัว แต่เพื่อเตรียมการต้อนรับ ‘แขก’ ผู้นี้ต่างหาก!
ไม่นานนัก ร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในบ้าน รูปร่างของเขาอ้วนท้วนสมบูรณ์จนดูอุ้ยอ้าย สวมเสื้อผ้าที่แม้จะเก่าแต่ก็สะอาดสะอ้านกว่าชาวบ้านทั่วไป บ่งบอกฐานะที่ไม่ธรรมดา ทว่าสิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดคือดวงตาคู่เล็กหยีที่กวาดมองลู่ซือเยว่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบังความหื่นกระหาย ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าชิ้นหนึ่ง
นี่สินะ ‘พ่อหม้ายเฒ่าหวัง’ ที่แม่ผัวใจร้ายหมายมั่นจะขายนางให้!
"โอ้โห! พี่หวัง ท่านมาถึงแล้ว เชิญๆๆ เข้ามานั่งก่อน" หม่าเจาตี้ปรี่เข้าไปต้อนรับด้วยท่าทีนอบน้อมผิดวิสัย "นี่อย่างไรเล่า สะใภ้รองของข้า รูปโฉมไม่เลวเลยใช่หรือไม่? นางทั้งขยันขันแข็ง ทำงานบ้านงานเรือนไม่เคยขาดตกบกพร่อง รับรองว่าถ้าได้ไปเป็นภรรยา ท่านจะสบายไปทั้งชาติ!"
พ่อหม้ายหวังหัวเราะเสียงดังในลำคอ ดวงตาหื่นกระหายของมันยังคงจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างของลู่ซือเยว่ไม่วางตา "อืม...ดี ไม่เลวจริงๆ ผิวพรรณดูดีกว่าที่คิดไว้มากนัก ดูท่าแล้วน่าจะคลอดลูกชายตัวอ้วนพีให้ข้าได้ไม่ยาก"
คำพูดหยาบโลนนั้นทำให้เส้นความอดทนสุดท้ายของลู่ซือเยว่ขาดผึง!
นางไม่คิดจะต่อปากต่อคำให้เสียเวลาแม้แต่น้อย ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เห็นนางเป็นคน นางก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อพวกมันเยี่ยงคนเช่นกัน!
ลู่ซือเยว่หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ทำทีเป็นเดินไปยังมุมห้องที่มืดสลัวซึ่งวางกองฟืนเอาไว้ ในชั่วพริบตาที่ไม่มีผู้ใดสังเกต นางได้ใช้จิตสั่งการเปิดมิติลับส่วนตัวขึ้นมา ไม้พลองเนื้อแข็งขนาดพอเหมาะที่นางเตรียมไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินพลันปรากฏขึ้นในมือ นางกำมันไว้อย่างแนบเนียนแล้วแสร้งทำเป็นหยิบมันขึ้นมาจากกองฟืน ราวกับว่ามันเป็นเพียงท่อนไม้ธรรมดาๆ ท่อนหนึ่งที่วางอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่แรก
"พูดจาเหลวไหลอะไรกัน!" ลู่ซือเยว่ตวาดลั่น ร่างของนางหมุนกลับมาพร้อมกับไม้พลองในมือ!
"เพี้ยะ!"
เสียงไม้เนื้อแข็งกระทบเข้ากับแผ่นหลังของพ่อหม้ายหวังดังสนั่น! ชายร่างอ้วนที่กำลังยิ้มย่องผ่องใสถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าสตรีร่างบางที่ดูอ่อนแอจะกล้าลงมือกับเขา!
"บังอาจ! นังสารเลว กล้าดีอย่างไรมาตีข้า!" พ่อหม้ายหวังคำรามลั่น พยายามจะยกมือขึ้นป้องกัน
แต่ลู่ซือเยว่ไวกว่านั้นมาก นางคือนักสู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน การรับมือกับคนพาลร่างอ้วนเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการออกกำลังกายเบาๆ
"เพี้ยะ! เพี้ยะ! เพี้ยะ!"
ไม้พลองในมือของนางฟาดกระหน่ำลงไปไม่ยั้ง ทุกครั้งที่ฟาดลงไปล้วนแม่นยำและหนักหน่วง เสียงร้องโหยหวนของพ่อหม้ายหวังดังระงมไปทั่วบ้านดินหลังน้อย มันพยายามวิ่งหนี แต่ลู่ซือเยว่ก็ไล่ตามติดไม่ลดละ นางฟาดเข้าที่ขา ที่หลัง ที่แขน บังคับให้มันต้องวิ่งวนไปรอบๆ ราวกับหนูติดจั่น
"โอ๊ย! หยุดนะ! หยุด! ข้าเจ็บจะตายแล้ว!"
หม่าเจาตี้และเฉียวต้าเฉียงยืนตะลึงงันกับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า กว่าจะได้สติ พ่อหม้ายหวังก็ถูกไล่ตีจนวิ่งหัวซุกหัวซุนออกไปจากบ้านแล้ว
"ช่วยด้วย! คนบ้าไล่ตีคน! ช่วยข้าด้วย!"
ลู่ซือเยว่ไม่หยุดเพียงเท่านั้น นางวิ่งไล่ตามพ่อหม้ายหวังออกไปถึงลานหน้าบ้าน ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันออกมามุงดูด้วยความสนใจ นางฟาดไม้พลองลงไปบนแผ่นหลังของมันเป็นครั้งสุดท้าย ส่งผลให้ร่างอ้วนพีนั้นสะดุดล้มกลิ้งคลุกฝุ่นอย่างหมดสภาพ ก่อนจะรีบลนลานคลานหนี วิ่งเตลิดเปิดเปิงหายลับไปจากหมู่บ้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เมื่อจัดการ ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ จนหนีกระเจิงไปแล้ว ลู่ซือเยว่ก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับต้นตอของปัญหา นางเดินกลับเข้ามาในบ้านด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี
"นังสารเลว! นังตัวหายนะ!" หม่าเจาตี้กรีดร้องออกมาทันทีที่เห็นหน้านาง "เจ้าทำอะไรลงไป! รู้หรือไม่ว่านั่นคือเงินสินสอดห้าสิบหยวนของข้า! เงินสร้างบ้านให้เจิ้งจวิน! เจ้าทำมันพังหมดแล้ว!"
ลู่ซือเยว่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "เงินสินสอด? ท่านแม่สามี ท่านกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน? ข้าเป็นภรรยาม่ายของวีรบุรุษสงครามเฉียวเจิ้งถิง ท่านกลับคิดจะลักลอบขายข้ากินอย่างนั้นหรือ?"
นางก้าวเข้าไปหาหม่าเจาตี้ช้าๆ ไม้พลองในมือยังคงกำแน่น "ตามกฎหมายของประเทศ การซื้อขายมนุษย์ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง โทษของมันคือการถูกจับไปใช้แรงงานปฏิรูป ท่านอยากจะให้ข้าไปที่ทำการคณะกรรมการหมู่บ้าน แจ้งเรื่องนี้ให้ท่านหัวหน้าจ้าวฉางหลินได้รับทราบหรือไม่เล่า?"
คำว่า ‘คณะกรรมการหมู่บ้าน’ และ ‘กฎหมาย’ เป็นดั่งน้ำเย็นที่สาดเข้าใส่ใบหน้าของหม่าเจาตี้อย่างจัง! ใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธพลันซีดเผือดลงในทันที ความโลภในเงินห้าสิบหยวนถูกความหวาดกลัวเข้าแทนที่จนหมดสิ้น นางรู้ดีว่าหากเรื่องนี้ไปถึงหูทางการจริงๆ คนที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือนางเอง!
"ขะ...ข้า..." หญิงชราอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว
"จำเอาไว้ให้ดี" ลู่ซือเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ชีวิตของข้าเป็นของข้า ไม่ใช่สินค้าที่พวกท่านจะเอาไปตีราคาขายให้ใครก็ได้ แผนการสกปรกของพวกท่านล้มเหลวโดยสิ้นเชิงแล้ว!"
นางกวาดสายตามองไปทั่วบ้านที่น่าอึดอัดนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว "นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ข้า ลู่ซือเยว่ ไม่ขอมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับครอบครัวตระกูลเฉียวอีกต่อไป! พรุ่งนี้ข้าจะไปที่ทำการหมู่บ้านเพื่อขอแยกบัญชีแต้มค่าแรง อย่าได้คิดว่าจะมาควบคุมชีวิตข้าได้อีก!"
สิ้นคำประกาศิตนั้น บรรยากาศก็พลันเงียบสงัดลงอีกครั้ง มีเพียงสายลมเย็นเยียบที่พัดเข้ามาทางประตูบ้าน เฉียวต้าเฉียงยืนนิ่งราวกับถูกสาปเป็นหิน ขณะที่หม่าเจาตี้ทรุดกายนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง ความพ่ายแพ้ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของนาง
ทว่าก่อนที่ลู่ซือเยว่จะได้หันหลังกลับเข้าไปในห้องของตน เสียงแหลมเล็กเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากประตูบ้านใหญ่ที่เชื่อมต่อกัน
"ท่านแม่! ท่านพ่อ! เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันเจ้าคะ!"
เป็นซุนกุ้ยฮวาที่ปรากฏตัวขึ้น นางยืนอยู่ที่ธรณีประตู ดวงตาเบิกกว้างมองสภาพความวุ่นวายเบื้องหน้า สลับกับมองไม้พลองในมือของลู่ซือเยว่และหม่าเจาตี้ที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนพื้น แววตาของนางฉายแววตื่นตระหนก แต่ลึกลงไปในนั้น...กลับมีความสะใจระคนยินดีซ่อนอยู่