สหายซูหงเหมย ทาสรักชานมคนแรก

สรรพสำเนียงในโลกพลันเงียบงัน เหลือเพียงเสียงหัวใจของเฉียวอันที่เต้นระรัวดุจกลองศึก ช้อนในมือของนางแข็งค้างอยู่กลางอากาศราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หยดน้ำเชื่อมข้นหนืดหยดสุดท้ายร่วงหล่นจากปลายช้อนกระทบผิวไข่มุกในถ้วย เกิดเป็นวงกระเพื่อมเล็กๆ ที่มองไม่เห็นในความมืดสลัว

เสียงฝีเท้าหยุดลงแล้ว...ที่หน้าประตูโรงครัว

เฉียวอันกลั้นหายใจ หัวสมองที่เคยปราดเปรื่องพลันว่างเปล่า นางประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว วิ่งหนี? ไม่ทันเป็นแน่ ของกลางวางอยู่เต็มโต๊ะ ซ่อน? จะซ่อนที่ใดได้ในโรงครัวโล่งแจ้งเช่นนี้!

ในชั่วพริบตาที่ความคิดตีกันวุ่นวาย บานประตูไม้เก่าซอมซ่อก็ถูกผลักเข้ามาอย่างเชื่องช้าไร้เสียง ตามด้วยร่างของสตรีผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาในเงามืด

แสงจันทร์นวลใยที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างตกกระทบร่างนั้นพอดี เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย...ซูหงเหมย!

ดวงตาของสหายร่วมห้องผู้นี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง จมูกของนางขยับฟุดฟิดสูดกลิ่นหอมหวานที่ลอยอวลอยู่ในอากาศราวกับสัตว์ป่าตัวน้อยที่ได้กลิ่นอาหารอันโอชะ สายตาของนางกวาดไปทั่วโรงครัวอย่างไม่อยากจะเชื่อ สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่ถ้วยกระเบื้องในมือของเฉียวอันและหม้อดินสองใบที่ยังคงส่งไอร้อนกรุ่นขึ้นมาบนเตา

"เฉียวอัน...เจ้า...เจ้ากำลังทำอะไร?" น้ำเสียงของซูหงเหมยแหบพร่าและสั่นเครือ แฝงไว้ด้วยความไม่แน่ใจ ระแวงสงสัย และ...ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่ปิดไม่มิด

ในยุคสมัยที่ทุกคนท้องหิวอยู่เป็นนิจ การลักลอบทำอาหารกินส่วนตัวในยามวิกาลเช่นนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรง หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูผู้ดูแลบ้านพักยุวชน เฉียวอันคงไม่พ้นต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง หรืออาจถูกลงโทษให้ทำงานหนักยิ่งกว่าเดิม

เฉียวอันสูดหายใจเข้าลึก เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา ในเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ การปฏิเสธหรือข่มขู่ล้วนไร้ประโยชน์ หนทางเดียวที่จะรอดพ้นคือการเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นพวก!

นางคลี่ยิ้มบางเบา ดวงตาฉายแววสุขุมลุ่มลึกผิดกับเด็กสาววัยเดียวกัน "ข้าหิวน่ะ สหายซูหงเหมย...เจ้าเองก็คงได้กลิ่นใช่หรือไม่?"

ซูหงเหมยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ นางมิได้ตอบคำ แต่ดวงตาที่จับจ้องไปยังถ้วยในมือของเฉียวอันก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าวาจาใด

กลิ่นหอมหวานราวกับน้ำผึ้งผสมนมสดและกลิ่นชาอันเป็นเอกลักษณ์นี้มันยั่วยวนเกินไป มันปลุกสัญชาตญาณความหิวโหยที่ถูกกดไว้ภายใต้ความอดทนมาตลอดให้ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง

"อยากลองชิมหรือไม่?" เฉียวอันเอ่ยถามเสียงเรียบ พร้อมกับยื่นถ้วยในมือส่งไปให้ตรงหน้า

ซูหงเหมยผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณ ดวงตาฉายแววหวาดระแวง นางเม้มปากแน่น พยายามอย่างยิ่งที่จะละสายตาจากของเหลวสีน้ำตาลอ่อนราวกับสีน้ำนมผสมชา และเม็ดกลมๆ สีดำขลับเป็นมันวาวที่นอนก้นถ้วยนั้น

"นี่มัน...คืออันใดกัน?"

"ของอร่อย" เฉียวอันตอบสั้นๆ แต่น้ำเสียงกลับเปี่ยมด้วยความมั่นใจ "ของอร่อยที่จะทำให้เจ้าลืมความหิวโหยทั้งหมดไปชั่วขณะ ข้าเรียกมันว่า 'ชานมไข่มุก' รับรองว่าเจ้าไม่เคยลิ้มลองรสชาติเช่นนี้มาก่อนในชีวิต"

นางขยับถ้วยเข้าไปใกล้อีกนิด "ข้าให้เจ้าเลือกระหว่างการนำเรื่องนี้ไปป่าวประกาศ แล้วเราสองคนก็ถูกลงโทษด้วยกัน กับการลองชิมของในถ้วยนี้ แล้วเก็บมันไว้เป็นความลับระหว่างเราสองคน"

คำพูดของเฉียวอันไม่ต่างจากยาพิษเคลือบน้ำตาล ซูหงเหมยย่อมรู้ดีว่าหากนางนำเรื่องไปบอกผู้ใด ตัวนางเองที่ออกมาเพ่นพ่านยามวิกาลและรู้เห็นการกระทำผิดก็ย่อมมิอาจรอดพ้นความผิดไปได้เช่นกัน

นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเฉียวอัน วินาทีนั้นเองที่นางตระหนักว่าสหายผู้นี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เฉียวอันที่เคยอ่อนแอและขี้ขลาดบัดนี้กลับมีแววตาที่เด็ดเดี่ยวและสุขุมเกินวัย ราวกับเป็นคนละคน

สุดท้าย...ความหิวและความอยากรู้อยากเห็นก็เป็นฝ่ายมีชัย ซูหงเหมยพยักหน้าช้าๆ มือไม้สั่นเทาขณะยื่นออกไปรับถ้วยกระเบื้องอุ่นๆ มาถือไว้

สัมผัสแรกคือความอุ่นที่แล่นผ่านฝ่ามือเข้ามาอย่างแผ่วเบาในค่ำคืนที่เหน็บหนาว ซูหงเหมยยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก บรรจงจิบของเหลวสีสวยนั้นเข้าไปช้าๆ

วินาทีที่ของเหลวอุ่นๆ สัมผัสปลายลิ้น ดวงตาของซูหงเหมยก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง!

รสหวานละมุนที่ไม่หวานจัดจนเลี่ยนเกินไป ความหอมมันของนมที่ผสมผสานกับกลิ่นชาอันเข้มข้นลึกซึ้งอย่างลงตัว ความอบอุ่นที่ไหลผ่านลำคอลงไปในช่องท้อง ขับไล่ความหนาวเย็นและความว่างเปล่าให้มลายหายไปสิ้น มันเป็นรสชาติที่เหนือล้ำกว่าน้ำต้มผสมน้ำตาลทรายแดงที่นางเคยได้ลิ้มลองในวันปีใหม่นับร้อยนับพันเท่า!

เฉียวอันมองปฏิกิริยานั้นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะส่งสัญญาณด้วยสายตา "ลองเคี้ยว 'ไข่มุก' ที่อยู่ก้นถ้วยดูสิ"

ซูหงเหมยทำตามอย่างว่าง่าย นางใช้ช้อนตักเม็ดกลมๆ สีดำขลับเข้าปาก ความสงสัยฉายชัดในแววตา...สิ่งนี้กินได้จริงหรือ?

และแล้ว...เมื่อฟันของนางขบลงบนเม็ดไข่มุกนั้น...

ความหนึบหนับ!

ความนุ่มหยุ่นที่สู้ฟันอย่างน่าอัศจรรย์ ตามมาด้วยรสหวานหอมของน้ำตาลทรายแดงที่เคี่ยวจนข้นซึ่งถูกซึมซับเข้าไปในเนื้อแป้งอย่างชุ่มฉ่ำ เมื่อเคี้ยวรวมกับชานมที่ยังอวลอยู่ในปาก มันคือการประสานรสชาติและสัมผัสที่สมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกหล้า!

หยาดน้ำตาหยดหนึ่งพลันไหลรินจากหางตาของซูหงเหมย...มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่เป็นหยาดน้ำตาแห่งความสุขสมและความตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง ในชีวิตที่ผ่านมาสิบกว่าปีของนาง ไม่เคยมีอาหารชนิดใดที่ทำให้นางรู้สึกราวกับได้ขึ้นสวรรค์เช่นนี้มาก่อน

นางกินอย่างไม่พูดไม่จา ตักแล้วตักเล่าจนชานมไข่มุกในถ้วยหมดลงอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งหยดสุดท้ายนางก็ยกขึ้นซดจนเกลี้ยงเกลาไม่เหลือแม้แต่คราบน้ำตาล

เมื่อวางถ้วยเปล่าลง ซูหงเหมยก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเฉียวอันอีกครั้ง ดวงตาของนางแดงก่ำ แต่กลับเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"สหายเฉียวอัน..." นางเอ่ยเสียงเครือ "ข้า...ซูหงเหมย ขอสาบานด้วยเกียรติของข้า! ไม่ว่าผู้ใดจะเอาคอข้าไปพาดบนเขียง ข้าก็จะไม่มีวันแพร่งพรายความลับในคืนนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด!"

นางมิได้เพียงพูด แต่ยังยกสามนิ้วขึ้นมาตั้งมั่นเป็นสัตย์สาบาน ท่าทีจริงจังนั้นทำให้เฉียวอันอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

"ดีมาก" เฉียวอันกล่าว "เช่นนั้น...ข้าก็มีข้อเสนออีกอย่าง"

นางเดินไปตักชานมไข่มุกร้อนๆ ถ้วยใหม่จากในหม้อ ยื่นส่งให้ซูหงเหมยที่มองตาปริบๆ "ต่อจากนี้ไป ทุกคืนที่ข้าเข้าครัว ข้าจะแบ่งให้เจ้าหนึ่งถ้วยเสมอ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน...เจ้าต้องมาเป็นคนดูต้นทางให้ข้าที่หน้าเรือนนอน"

ข้อเสนอของเฉียวอันทำให้ดวงตาของซูหงเหมยลุกวาวเป็นประกายยิ่งกว่าเดิม ได้กินของอร่อยล้ำเลิศเช่นนี้ทุกคืนโดยไม่ต้องเสี่ยงสิ่งใดมากไปกว่าการเฝ้ายาม? นี่มันข้อตกลงที่คุ้มค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก!

"ตกลง! ข้าตกลง!" นางรับปากเสียงดังฟังชัด รีบคว้าถ้วยชานมหอมกรุ่นมาไว้ในมือกอดราวกับสมบัติล้ำค่า

เฉียวอันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ในที่สุดนางก็ได้พันธมิตรคนแรกในบ้านพักยุวชนแห่งนี้แล้ว

ทว่า...ขณะที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลายไปในทางที่ดี ซูหงเหมยที่กำลังจะยกชานมถ้วยที่สองขึ้นจิบ พลันชะงักงัน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นางลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ

"สหายเฉียวอัน...ข้าคิดว่าเรื่องของเราอาจจะยังไม่จบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้"

"หมายความว่าอย่างไร?" เฉียวอันขมวดคิ้ว

"ก่อนที่ข้าจะตามกลิ่นหอมของเจ้ามา...ข้าเห็นเงาคนตะคุ่มๆ อยู่ที่บริเวณหน้าต่างเรือนนอนของเรา ข้าไม่แน่ใจว่าเป็นใคร แต่ท่าทางลับๆ ล่อๆ นั่น...มันคล้ายกับหลินเสวี่ยไม่มีผิด!"