แรงงานชนบท กับความต้องการโปรตีน

คำเตือนของซูหงเหมยทิ้งไว้ซึ่งความเยียบเย็นในอากาศยามดึก ประกายไฟในเตาที่เคยให้ความอบอุ่นบัดนี้ดูคล้ายดวงตาของอสูรร้ายที่จับจ้องมาจากเงามืด เฉียวอันยืนนิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง จิตใจที่เพิ่งผ่อนคลายกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

หลินเสวี่ย... สตรีผู้นั้นช่างอาฆาตแค้นไม่เลิกรา หากนางเห็นเงาพวกตนในครัวจริง แม้ไม่รู้ว่าทำสิ่งใด แต่ด้วยนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้น ย่อมต้องหาทางสืบสาวราวเรื่องให้ถึงที่สุดเป็นแน่

"เจ้าแน่ใจนะว่าเป็นนาง?" เฉียวอันเอ่ยถามเสียงเรียบ พยายามข่มความกังวลในใจ

ซูหงเหมยพยักหน้ารัวเร็ว "ข้าไม่เห็นหน้าชัดเจน แต่รูปพรรณสัณฐานและท่าทางเช่นนั้น...จะเป็นใครไปได้อีกเล่าในบ้านพักแห่งนี้"

เฉียวอันสูดลมหายใจลึก กลิ่นหอมหวานของชาและน้ำตาลทรายแดงที่ยังอบอวลอยู่ช่วยให้จิตใจสงบลงได้บ้าง "เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถิด รีบดื่มให้หมดแล้วกลับไปนอน พรุ่งนี้เราต้องลงแปลงนาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อย่าให้ใครมาเห็นพวกเราอยู่ด้วยกันตอนนี้เป็นพอ"

แม้จะอยากซักไซ้ต่อ แต่ซูหงเหมยก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม นางรีบซดชานมไข่มุกถ้วยที่สองในมือจนหมดอย่างรวดเร็ว ความอุ่นร้อนไหลผ่านลำคอลงสู่ช่องท้อง ไล่ความหนาวและความหวาดหวั่นออกไปจนสิ้น ทั้งสองช่วยกันเก็บกวาดล้างหม้อและถ้วยชามอย่างเงียบเชียบที่สุด ทำลายหลักฐานทุกอย่างก่อนจะแยกย้ายกลับเข้าห้องนอนของตน

ค่ำคืนนั้น เฉียวอันนอนพลิกตัวไปมา ความคิดในหัวสับสนวุ่นวาย เรื่องของหลินเสวี่ยเป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้า แต่ปัญหาใหญ่หลวงกว่านั้นคืออนาคตที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่าง ชานมไข่มุกอาจมอบความสุขชั่วครู่และพลังงานจากน้ำตาลได้ แต่ไม่อาจทำให้ท้องอิ่มได้ในระยะยาว ที่นี่คือยุคหกศูนย์อันแร้นแค้น การเอาชีวิตรอดสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

แสงอรุณรุ่งสาดส่องเข้ามาพร้อมกับเสียงระฆังเหล็กที่ดังสนั่นหวั่นไหว เป็นสัญญาณปลุกเหล่าปัญญาชนหนุ่มสาวให้ตื่นจากการหลับใหลเพื่อไปเผชิญหน้ากับชะตากรรมในฐานะแรงงานชนบท

เฉียวอันลุกขึ้นจากเตียงด้วยร่างกายที่ยังคงโหยหาการพักผ่อน เหล่ายุวชนหญิงคนอื่นๆ ในห้องต่างรีบล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดทำงานเก่าๆ ที่พร้อมจะเปรอะเปื้อนโคลนตม บรรยากาศเต็มไปด้วยความง่วงงุนและเงียบงัน มีเพียงเสียงถอนหายใจเป็นระยะ

เมื่อไปถึงโรงอาหาร สิ่งที่รออยู่คือข้าวต้มใสแจ๋วที่แทบจะมองเห็นเงาตัวเอง กับหมั่นโถวแป้งข้าวโพดหยาบๆ สองลูกและผักดองรสเค็มจัด นี่คืออาหารเช้าสำหรับผู้ที่ต้องใช้แรงงานหนักตลอดทั้งวัน เฉียวอันฝืนใจกล้ำกลืนมันลงไป พลางนึกถึงรสชาติหอมหวานของชานมเมื่อคืนด้วยใจอาวรณ์

หัวหน้ากองผลิตหมู่บ้านชุนเฟิงเป็นชายวัยกลางคนผิวคล้ำกร้านแดดนามว่าจ้าวต้าไห่ เขาจัดแจงแบ่งงานให้ยุวชนกลุ่มใหม่อย่างรวดเร็ว วันนี้พวกเขาต้องเรียนรู้วิธีการดำนา เฉียวอันและยุวชนหญิงคนอื่นๆ ถูกส่งไปยังแปลงนาที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำและโคลน

ทันทีที่ก้าวเท้าลงไปในแปลง ความเย็นเฉียบของน้ำโคลนก็แล่นปราดขึ้นมาจนถึงหัวเข่า เฉียวอันอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน แสงแดดที่เริ่มแผดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ส่องกระทบผิวน้ำจนแสบตา นางต้องก้มตัวลง ปักต้นกล้าทีละต้นๆ ลงในโคลนเลน เป็นงานที่ดูเหมือนง่ายดาย แต่กลับต้องใช้ทั้งพลังและความอดทนอย่างมหาศาล

เวลาผ่านไปเพียงชั่วยามเดียว แผ่นหลังของเฉียวอันก็เริ่มปวดร้าวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ กล้ามเนื้อทุกส่วนกรีดร้องโวยวาย พลังงานจากน้ำตาลที่ได้จากชานมเมื่อคืนมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความอ่อนล้าและหิวโหยที่กัดกินอยู่ภายในท้อง

นี่คือความจริงอันโหดร้ายของระบบแต้มค่าแรงที่นางเคยได้ยินมา การทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แลกกับแต้มคะแนนเพียงน้อยนิดเพื่อนำไปแลกอาหารประทังชีวิตในแต่ละวัน ผู้ที่แข็งแรงและทำงานได้มากย่อมได้แต้มมาก ส่วนผู้ที่อ่อนแอเช่นนางในตอนนี้ ก็แทบจะหาเลี้ยงปากท้องตัวเองไม่รอด

เฉียวอันเหลือบมองไปรอบตัว เหล่ายุวชนคนอื่นๆ แม้จะเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปด้วยความเร็วที่ไม่ตกนัก โดยเฉพาะหลินเสวี่ยที่อยู่แปลงนาถัดไป นางดูคล่องแคล่วว่องไวราวกับปลาในน้ำ สมกับที่เติบโตมาจากครอบครัวชาวนา การทำงานหนักเช่นนี้คงเป็นเรื่องปกติสำหรับนาง

ตกบ่าย ดวงอาทิตย์ลอยอยู่เหนือศีรษะพอดี ความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู เฉียวอันรู้สึกหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม พลังงานในร่างกายหมดสิ้นลงโดยสมบูรณ์ มือไม้สั่นเทาจนแทบจะหยิบต้นกล้าไม่ขึ้น นางพยายามฝืนทน แต่สุดท้ายก็ทรุดตัวลงนั่งแช่อยู่ในน้ำโคลนอย่างหมดแรง

เมื่อสิ้นสุดวันทำงานอันยาวนาน จ้าวต้าไห่เดินมาตรวจนับผลงานของแต่ละคนเพื่อบันทึกแต้มค่าแรง เมื่อมาถึงจุดของเฉียวอัน เขากวาดตามองพื้นที่ว่างเปล่าที่นางควรจะปักดำให้เสร็จ แล้วส่ายหน้าอย่างระอาใจ

"สหายเฉียวอัน เจ้าทำได้เพียงเท่านี้เองรึ? ไม่ถึงครึ่งของคนอื่นด้วยซ้ำ วันนี้เจ้าได้เพียงสามแต้มเท่านั้น" เสียงของเขาดังพอที่คนรอบข้างจะได้ยิน

สามแต้ม... ตัวเลขนี้เสียดแทงเข้ามาในใจของเฉียวอันราวกับมีด ด้วยแต้มเพียงเท่านี้ อาหารมื้อเย็นที่นางจะได้รับคงมีสภาพไม่ต่างจากมื้อเช้า หรืออาจจะเลวร้ายกว่านั้นด้วยซ้ำ

ขณะที่เฉียวอันกำลังรู้สึกอับอายและท้อแท้สิ้นหวัง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยันก็ดังขึ้นจากด้านข้าง

"ฮิๆ คุณหนูจากในเมืองอย่างเจ้า คงไม่เคยลำบากเช่นนี้มาก่อนสินะ" หลินเสวี่ยเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้า นางเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ชนะ "ทำงานได้สามแต้ม สงสัยคืนนี้คงต้องนอนเลียแผลเพราะความหิวแล้วกระมัง ข้าล่ะสงสารจริงๆ"

คำพูดของหลินเสวี่ยราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ เฉียวอันกัดฟันกรอด พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดเพื่อลุกขึ้นยืนเผชิญหน้า "เรื่องของข้า ไม่ต้องให้สหายหลินมาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนหรอก เอาเวลาไปกังวลเรื่องของตัวเองดีกว่า ระวังทำงานหนักเกินไปจนหน้าแก่ก่อนวัยก็แล้วกัน"

"หนอย!" หลินเสวี่ยหน้าเปลี่ยนสี แต่ก่อนที่นางจะได้โต้ตอบอะไรกลับมา เสียงเรียกของหัวหน้ากองผลิตก็ดังขึ้นเสียก่อน นางจึงทำได้เพียงส่งสายตาอาฆาตมาให้เฉียวอันอีกครั้ง แล้วเดินกระทืบเท้าจากไป

เฉียวอันลากสังขารที่อ่อนระโหยโรยแรงกลับมายังบ้านพัก สภาพของนางไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ เสื้อผ้าเปียกปอนและเต็มไปด้วยโคลนตม เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ความหิวก็ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม นางตระหนักได้อย่างชัดเจนแล้วว่าน้ำตาลและชานมไข่มุกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้นางรอดชีวิตในโลกที่โหดร้ายใบนี้ได้

สิ่งที่นางต้องการตอนนี้คือโปรตีน! คือเนื้อ คือไข่ คืออาหารที่จะช่วยเสริมสร้างพละกำลังและซ่อมแซมร่างกายที่อ่อนล้าของนาง!

แต่จะหาสิ่งเหล่านั้นมาจากที่ไหน? คูปองเนื้อและคูปองไข่เป็นของหายาก เงินสดที่นางมีอยู่ติดตัวก็แทบจะไร้ความหมายในยุคที่ทุกอย่างต้องใช้ตั๋วแลกเปลี่ยน

ในขณะที่จิตใจกำลังดำดิ่งสู่ความสิ้นหวัง พลันความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว เฉียวอันเบิกตากว้าง...ใช่แล้ว นางยังมี 'สมบัติ' ล้ำค่าอยู่ในมือ

ชานมไข่มุก...

เครื่องดื่มที่ทำให้ซูหงเหมยยอมเสี่ยงตายสาบานตนเป็นพันธมิตร ของอร่อยล้ำเลิศที่ไม่เคยมีผู้ใดในยุคนี้เคยได้ลิ้มลองมาก่อน

หากมันสามารถซื้อใจคนได้...มันก็ย่อมต้องสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของอื่นได้เช่นกัน!

ความคิดเรื่องการค้าขายที่เคยถูกกดเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้มาในรูปแบบของการเปิดร้านใหญ่โต แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ อย่างลับๆ เพื่อความอยู่รอด ตลาดมืดในตรอกอูเจียที่เคยได้ยินมา หรือแม้กระทั่งการแลกเปลี่ยนกับคนในหมู่บ้าน...ทุกหนทางล้วนมีความเป็นไปได้

ความเสี่ยงนั้นมีอยู่มหาศาล หากถูกจับได้ว่ามีพฤติกรรมเยี่ยง 'นายทุนน้อย' โทษทัณฑ์ที่รออยู่อาจหนักหนาสาหัสถึงขั้นถูกส่งไปใช้แรงงานในที่ที่ทุรกันดารยิ่งกว่านี้

แต่เมื่อเทียบกับความหิวโหยและความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ...ความเสี่ยงนั้นดูเหมือนจะคุ้มค่าที่จะลอง

ดวงตาของเฉียวอันที่เคยอ่อนล้าและท้อแท้ บัดนี้กลับมาทอประกายแห่งความมุ่งมั่นอีกครั้ง นางจะไม่ยอมอดตายอยู่ที่นี่เด็ดขาด ในเมื่อระบบปกติไม่สามารถมอบสิ่งที่นางต้องการได้ นางก็จะสร้าง 'ระบบ' ของตัวเองขึ้นมา

ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวขณะที่นางเดินกลับไปที่ห้องนอน พลันสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นซูหงเหมยที่กำลังนั่งอยู่หน้าห้องพัก ในมือของสหายร่วมห้องผู้นั้นถือชามใบเล็กๆ อยู่ ภายในมีไข่ไก่ต้มฟองหนึ่งวางอยู่อย่างโดดเดี่ยว กลิ่นหอมจางๆ ของไข่ต้มลอยมาเตะจมูก ปลุกสัญชาตญาณความหิวโหยของเฉียวอันให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง