ทิ้งความพินาศไว้เบื้องหลัง
หลินหว่านอิงชะงักกึก มือของนางยังค้างอยู่ที่สลักประตู หากถูกพบตัวตอนนี้ แผนการหลบหนีอย่างเงียบเชียบทั้งหมดเป็นอันจบสิ้น!
"นั่นใครน่ะ... ยืนทำอะไรตรงประตู..." หลินจื่อเซวียนขยี้ตาพลางเพ่งมองมาทางเงาตะคุ่มในความมืด น้ำเสียงงัวเงียเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย
หลินหว่านอิงไม่รอช้า เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของนางก็หายวับไปจากตรงนั้น! นางเรียกใช้ความสามารถของ 'มิติซูเปอร์มาร์เก็ต' ดึงตัวเองเข้าไปซ่อนอยู่ภายในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าอันสว่างไสวทันที
ภายนอก หลินจื่อเซวียนเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นมาถึงหน้าประตู มือควานหาสวิตช์ไฟ เมื่อแสงสว่างวาบขึ้น บริเวณหน้าประตูว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เงาคน
"ตาฝาดไปเองงั้นหรือ... ผีหลอกแต่เช้าเลยแฮะ" เด็กหนุ่มหาวหวอดๆ ส่ายหัวไปมา ก่อนจะหมุนตัวเดินลากเท้ากลับเข้าห้องไปนอนต่อโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ภายในมิติ หลินหว่านอิงยืนอยู่หน้าโซนอาหารสด นางหยิบแอปเปิลลูกโตมากัดกินหน้าตาเฉย รอจนกระทั่งได้ยินเสียงกรนดังลั่นออกมาจากห้องของน้องชายตัวแสบ จึงค่อยวาดมือออกจากมิติ กลับมายืนอยู่ ณ จุดเดิม
มือเรียวดันกลอนประตูให้เปิดออกอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ นางก้าวเท้าออกจากบ้านตระกูลหลินโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ปล่อยให้ความว่างเปล่าเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายแด่ครอบครัวสารเลว
ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นทีละน้อย ณ สถานีรถไฟเมืองหลวง ผู้คนเริ่มพลุกพล่าน เสียงนกหวีดรถไฟดังแว่วมาแต่ไกล
หลินหว่านอิงสะพายย่ามเดินไปที่ร้านขายอาหารเช้าหน้าสถานี กลิ่นหอมของซาลาเปานึ่งลอยเตะจมูก
"เถ้าแก่ ขอซาลาเปาไส้หมูสองลูก" นางล้วงคูปองอาหารและเศษเงินที่เพิ่งยึดมาจากใต้กระดานของบ้านหลินส่งให้
"ได้เลยแม่หนู! ร้อนๆ ซาลาเปาร้อนๆ!" เถ้าแก่รับเงินไปพร้อมรอยยิ้ม
หลินหว่านอิงรับซาลาเปามากัดคำโต รสชาติของเนื้อหมูผสมน้ำซุปไหลเยิ้มช่างกลมกล่อม นางเคี้ยวตุ้ยๆ พลางเดินไปที่ตู้ไปรษณีย์สีเขียวเข้มหน้าสถานี มืออีกข้างล้วงซองจดหมายที่เตรียมไว้ออกมา
หน้าซองจ่าหน้าถึง 'หลินเจี้ยนกั๋วและจ้าวชุนเหมย' ด้านในคือข้อความสั้นๆ ที่นางเขียนฝากไว้:
'ขอบคุณสำหรับของขวัญก่อนเดินทางไปชนบท ทุกชิ้นล้วนมีค่า ขอให้พวกท่านมีความสุขกับบ้านที่กว้างขวางขึ้นนะ'
นางหย่อนจดหมายลงตู้ด้วยรอยยิ้มเย็นชา
"หวังว่าพวกเจ้าจะชอบจดหมายลาก่อนฉบับนี้นะ" นางพึมพำ ก่อนจะหันหลังเดินเข้าสู่ชานชาลา มุ่งหน้าไปยังขบวนรถไฟที่จะพาเธอสู่หมู่บ้านซีซานอย่างเป็นทางการ
ในขณะเดียวกัน ณ บ้านตระกูลหลิน
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่าง จ้าวชุนเหมยลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย นางบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า หมายจะไปทำอาหารเช้าให้สามีและลูกสุดที่รัก
เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในห้องครัว หญิงวัยกลางคนก็ชะงักงัน
ตาของนางเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก ภาพตรงหน้าไม่ใช่ห้องครัวที่คุ้นเคย แต่เป็นห้องโล่งๆ ที่ว่างเปล่ายิ่งกว่าทุ่งหญ้าหน้าหนาว หม้อ กระทะ เตาดิน ฟืน หรือแม้แต่ขวดซีอิ๊ว หายเกลี้ยง!
"นี่มันเรื่องอะไรกัน!" จ้าวชุนเหมยแผดเสียงร้องลั่นบ้าน
เสียงกรีดร้องทำให้หลินเจี้ยนกั๋วสะดุ้งตื่น เขารีบวิ่งออกมาจากห้องนอนพร้อมกางเกงที่ยังสวมไม่เรียบร้อย
"เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นแต่เช้า!" เขาตะโกนถามด้วยความหงุดหงิด
"ตาเฒ่า! ของ... ของในครัวหายไปหมดเลย!" จ้าวชุนเหมยชี้มือสั่นๆ ไปยังพื้นที่โล่งเตียน
หลินเจี้ยนกั๋วมองตาม ก่อนจะรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง เขารีบหันกลับไปมองรอบห้องโถง โต๊ะเก้าอี้หายไป นาฬิกาปลุกหายไป แม้แต่กาน้ำชาก็อันตรธาน!
"โจร! โจรขึ้นบ้าน!" หลินเจี้ยนกั๋วหน้าซีดเผือด รีบวิ่งกลับเข้าห้องนอนไปรื้อค้นใต้เตียง แต่เมื่อแผ่นกระดานถูกเปิดออก ช่องลับที่เคยเก็บเงินเก็บทองกลับกลายเป็นเพียงหลุมฝุ่นว่างเปล่า
"เงินของข้า! ทรัพย์สมบัติของข้า!" ชายวัยกลางคนทรุดฮวบลงกับพื้น ทึ้งผมตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
"กรี๊ดดดดดดดด!"
ยังไม่ทันที่สองสามีภรรยาจะได้สติ เสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจก็ดังมาจากห้องนอนเล็ก
หลินหว่านอวี้วิ่งถลาออกมา สภาพของนางทำเอาจ้าวชุนเหมยแทบหยุดหายใจ ผมเปียสลวยที่เคยเป็นความภาคภูมิใจ บัดนี้แหว่งวิ่นราวกับถูกสุนัขแทะ บางจุดสั้นเตียนติดหนังหัว สภาพไม่ต่างจากคนเสียสติ!
"แม่! ผมของข้า! ใครทำกับผมของข้าแบบนี้!" หลินหว่านอวี้ร้องไห้โฮ ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและอับอาย
จ้าวชุนเหมยเห็นสภาพลูกสาวสุดที่รัก กอปรกับบ้านที่ถูกยกเค้าจนไม่เหลือแม้แต่ช้อนสักคัน หญิงวัยกลางคนก็เบิกตากว้าง หายใจติดขัด ก่อนจะตาเหลือกแล้วหงายหลังล้มตึงหมดสติไปทันที
"แม่! แม่เป็นอะไรไป!" หลินจื่อเซวียนที่เพิ่งตื่นรีบวิ่งเข้ามาประคองมารดา
"นังเด็กสารเลวหลินหว่านอิง! ต้องเป็นฝีมือมันแน่ๆ!" หลินเจี้ยนกั๋วคำรามลั่นดวงตาแดงก่ำ "ข้าจะไปแจ้งตำรวจ! ข้าจะจับมันเข้าคุก!"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายยืนมองสภาพบ้านตระกูลหลินด้วยสีหน้างุนงง
"สหายหลิน คุณบอกว่าลูกสาวคนกลางของคุณขโมยของทั้งหมดนี่ไปเหรอ?" นายตำรวจถามพลางจดบันทึก
"ใช่! มันต้องเป็นนางแน่! เมื่อคืนมันยังอยู่ในบ้าน พอเช้ามาของก็หายไปพร้อมกับมัน!" หลินเจี้ยนกั๋วชี้ไม้ชี้มืออย่างเดือดดาล
"แต่สหายหลิน... ของพวกนี้หนักเป็นตันๆ ต่อให้เป็นชายฉกรรจ์สามคนก็ขนไปในคืนเดียวไม่ได้หรอกนะ แล้วนี่ไม่มีร่องรอยงัดแงะ ไม่มีรอยล้อรถเข็นหน้าบ้านเลยด้วยซ้ำ" ตำรวจขมวดคิ้ว "ลูกสาวคุณที่ตัวเล็กๆ คนเดียว จะขนหม้อเหล็ก ตู้เสื้อผ้า โต๊ะไม้พวกนี้ออกไปเงียบๆ ได้ยังไง?"
"ข้า... ข้า..." หลินเจี้ยนกั๋วอึกอัก ไร้ซึ่งคำตอบ
"ถ้าไม่มีหลักฐาน เราคงออกหมายจับไม่ได้หรอกนะ บางทีพวกคุณอาจจะจัดฉากเพื่อเรียกร้องอะไรบางอย่าง หรือแอบเอาของไปขายเองแล้วมาแจ้งความเท็จเพื่อเบี่ยงประเด็นหรือเปล่า?" น้ำเสียงของเจ้าหน้าที่เริ่มจับผิด
"เปล่านะ! ข้าไม่ได้ทำ!" หลินเจี้ยนกั๋วหน้าถอดสี รู้ตัวว่าตนเองไม่มีทางอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาตินี้ได้เลย
ตัดกลับมาที่สถานีรถไฟ
ขบวนรถไฟพ่นควันสีขาวพวยพุ่ง เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่นก่อนที่ล้อเหล็กจะเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ
หลินหว่านอิงนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองทิวทัศน์ของเมืองหลวงที่ค่อยๆ ห่างออกไป รอยยิ้มพึงพอใจผุดขึ้นที่มุมปาก
"การชำระแค้นขั้นแรกเสร็จสมบูรณ์" นางพึมพำเบาๆ มือลูบกระเป๋าย่ามที่บรรจุเสบียงเล็กน้อยเพื่อตบตาคน
ภายในตู้โดยสารเริ่มแออัดไปด้วยผู้คน ทั้งยุวชนปัญญาชน คนงาน และชาวบ้านที่หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง เสียงพูดคุยจอแจดังระงมไปทั่วบริเวณ
ทว่าในขณะที่หลินหว่านอิงกำลังจะหลับตาลงพักผ่อนนั้นเอง...
"นี่เธอ! ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ ที่นั่งตรงนี้เป็นของฉัน!"
น้ำเสียงแหลมปรี๊ดที่แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสดังขึ้นเหนือหัว
หลินหว่านอิงลืมตาขึ้นช้าๆ สายตาปะทะเข้ากับหญิงสาวสวมเสื้อโค้ทสีแดงสด ใบหน้าเชิดรั้นด้วยความจองหอง ท่าทางหาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด การเดินทางไปตกระกำลำบากเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ดูเหมือนว่าความวุ่นวายครั้งใหม่ กำลังจะมาเยือนถึงที่เสียแล้ว!