การพบกันของเหล่าปัญญาชน
หลินหว่านอิงปรายตามองสตรีตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อโค้ทสีแดงสดเนื้อดีตัดกับบรรยากาศมอซอของตู้โดยสารอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของอีกฝ่ายเชิดขึ้นจนแทบจะใช้รูจมูกมองคน
"หูหนวกหรืออย่างไร! ข้าสั่งให้ลุกขึ้น ที่นั่งริมหน้าต่างตรงนี้เป็นของข้า!" หญิงสาวสวมโค้ทแดงตวาดซ้ำ สองมือเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่อง
หลินหว่านอิงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบตั๋วรถไฟใบเล็กออกมาคลี่กางตรงหน้าอีกฝ่ายอย่างใจเย็น "สหาย ตั๋วของข้าคือตู้โดยสารที่สาม ที่นั่งหมายเลขสิบสี่ และข้าก็กำลังนั่งอยู่บนที่นั่งหมายเลขสิบสี่ ไม่ทราบว่าดวงตาของท่านมีปัญหา หรือว่าสมองมีปัญหาในการจดจำตัวเลขกันแน่?"
"เจ้ากล้าด่าข้าหรือ!" หญิงสาวหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "ข้าคือสวี่ลี่ลี่ ปัญญาชนจากเมืองหลวง! ข้าเบื่อที่นั่งตรงทางเดิน ข้าจะแลกที่กับเจ้า!"
พูดจบ สวี่ลี่ลี่ก็โยนตั๋วรถไฟของตนเองใส่หน้าหลินหว่านอิง ทว่าอดีตนักธุรกิจหญิงผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนมีหรือจะยอมรับการกระทำเยี่ยงเด็กเอาแต่ใจเช่นนี้ นางเพียงแค่เบี่ยงศีรษะหลบ ปล่อยให้ตั๋วใบนั้นร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นสกปรก
"เมืองหลวงแล้วอย่างไร? ปัญญาชนแล้วอย่างไร?" น้ำเสียงของหลินหว่านอิงราบเรียบแต่ดังกังวานพอที่จะทำให้ผู้คนในตู้โดยสารหันมามอง "พวกเราล้วนเป็นสหายที่ตอบรับเสียงเพรียกของท่านผู้นำให้ไปพัฒนาชนบท ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน ไม่มีผู้ใดสูงส่งกว่าผู้ใด ทว่าการที่สหายสวี่ลี่ลี่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ บังคับแย่งชิงที่นั่งของผู้อื่นเยี่ยงนี้... หรือว่าในหัวของท่านยังมีแนวคิดทุนนิยมกดขี่ข่มเหงชนชั้นกรรมาชีพซุกซ่อนอยู่?"
ข้อหานี้รุนแรงนักในยุคสมัยนี้!
ผู้โดยสารรอบข้างเริ่มซุบซิบนินทา สายตาหลายคู่จ้องมองสวี่ลี่ลี่ด้วยความตำหนิและหวาดระแวง
"เจ้า... เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ!" สวี่ลี่ลี่หน้าถอดสี ลุกลี้ลุกลนก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว ความหยิ่งยโสเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น "ข้าเพียงแค่เสนอขอแลกที่นั่ง ไม่ได้บังคับเสียหน่อย!"
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอปฏิเสธ เชิญท่านเก็บตั๋วของท่านและกลับไปนั่งที่ของตนเองเสียเถิด" หลินหว่านอิงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย มุมปากประดับรอยยิ้มเย็นชา "ก่อนที่ข้าจะเรียกพนักงานตรวจตั๋วมาช่วยประเมินพฤติกรรมทำลายความสามัคคีของท่าน"
สวี่ลี่ลี่กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเคียดแค้น นางรีบก้มลงตะครุบตั๋วของตนเองที่ตกอยู่บนพื้น ก่อนจะจ้องหน้าหลินหว่านอิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ฝากไว้ก่อนเถอะ! ข้าจำหน้าเจ้าไว้แล้ว!" สวี่ลี่ลี่สะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้ากลับไปยังที่นั่งของตนเองซึ่งอยู่ถัดไปอีกหลายแถว
หลินหว่านอิงเพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นางกอดอกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ตามเดิม การปะทะคารมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น นางรู้ดีว่าคนใจแคบเยี่ยงสวี่ลี่ลี่ไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่ แต่สตรีที่เคยควบคุมอาณาจักรธุรกิจระดับโลกอย่างนาง มีหรือจะหวาดกลัวเด็กสาวสมองกลวงผู้หนึ่ง
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ขบวนรถไฟยังคงวิ่งกระหืดกระหอบไปตามรางเหล็ก กลิ่นเหม็นอับของเหงื่อไคล ผสมกับกลิ่นควันบุหรี่ราคาถูกและกลิ่นอาหารบูดเน่าเริ่มตลบอบอวลในตู้โดยสาร
ท้องของหลินหว่านอิงส่งเสียงร้องประท้วงเบาๆ เสบียงที่นางเตรียมมาบังหน้ามีเพียงหมั่นโถวแข็งๆ สองลูก ซึ่งนางไม่มีทางกลืนมันลงคอเด็ดขาด
นางลุกขึ้นยืน กระชับกระเป๋าย่ามใบเก่าสะพายบ่า "ขอทางด้วยสหาย" นางเอ่ยปากขณะเบียดเสียดผู้คนมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำท้ายตู้โดยสาร
เมื่อเข้ามาในห้องน้ำแคบๆ ที่มีกลิ่นฉุนกึก หลินหว่านอิงรีบลงกลอนประตูเหล็กจนแน่นหนา นางหลับตาลง กำหนดจิตนึกถึงมิติลับของตนเอง
พริบตาเดียว ร่างของเด็กสาวสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อก็มาปรากฏอยู่ใจกลางซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่สว่างไสว อากาศบริสุทธิ์และเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศทำให้นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความผ่อนคลาย เวลาภายนอกหยุดนิ่งลงชั่วขณะ
หลินหว่านอิงก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังโซนอาหารแห้ง นางไม่เลือกอาหารสดเพราะจะผิดสังเกตเกินไป มือเรียวหยิบเนื้อไก่ย่างอบแห้งแบบสุญญากาศ นมมอลต์กระป๋อง และเครื่องดื่มชูกำลังขวดเล็กมาอย่างรวดเร็ว
"ต้องจัดการเรื่องบรรจุภัณฑ์ก่อน" นางพึมพำกับตนเอง
นางเดินไปยังชั้นสามซึ่งเป็นโซนโกดัง หยิบกระดาษน้ำมันสีน้ำตาลหยาบๆ ออกมา ฉีกซองพลาสติกใสที่ดูล้ำยุคของเนื้อไก่ย่างทิ้งไป แล้วห่อหุ้มด้วยกระดาษน้ำมันอย่างมิดชิด จากนั้นนางก็เปิดขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ดื่มรวดเดียวจนหมดขวดเพื่อเรียกคืนพละกำลังที่สูญเสียไปจากการเดินทาง ร่างกายที่เคยอ่อนล้ากลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่าในพริบตา
นางทิ้งขวดเปล่าลงในถังขยะของมิติ ถ่ายเทผงนมมอลต์ใส่ในถุงผ้าใบเล็กที่เตรียมไว้ ก่อนจะยัดเสบียงที่ผ่านการพรางตัวเรียบร้อยแล้วลงในกระเป๋าย่ามอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตา นางจึงกำหนดจิตออกจากมิติ
เสียงล้อเหล็กบดรางและกลิ่นเหม็นฉุนของห้องน้ำสาดซัดเข้ามาอีกครั้ง หลินหว่านอิงสูดหายใจเข้า ปลดกลอนประตูแล้วก้าวออกไปที่โถงทางเดิน
ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทแล้ว ไฟในตู้โดยสารส่องแสงสลัวๆ ผู้คนส่วนใหญ่ฟุบหลับไปกับโต๊ะหรือพิงพนักเก้าอี้ด้วยความอ่อนเพลีย
ขณะที่หลินหว่านอิงกำลังจะก้าวเดินกลับไปยังที่นั่ง หางตาของนางกลับสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่ง สวี่ลี่ลี่กำลังยืนกระซิบกระซาบอยู่ตรงข้อต่อระหว่างตู้โดยสารกับชายฉกรรจ์ท่าทางอันธพาลสองคน หญิงเสื้อแดงชี้มือมาทางหลินหว่านอิงอย่างมีเลศนัย ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินกลับไปที่นั่งของตนเอง
ชายสองคนนั้นแสยะยิ้ม นัยน์ตาฉายแววประสงค์ร้าย พวกมันเริ่มก้าวเดินฝ่าความมืดตรงมาหานาง
ฉับพลันนั้นเอง ขบวนรถไฟก็พุ่งทะยานเข้าสู่อุโมงค์ทะลุภูเขา!
แสงสว่างสลัวถูกความมืดมิดกลืนกินอย่างสมบูรณ์แบบ เสียงเครื่องยนต์ดังก้องสะท้อนจนหูอื้ออึง
ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตนเอง หลินหว่านอิงพลันได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดัง 'กริ๊ก' สั้นๆ ที่ข้างใบหู พร้อมกับฝ่ามือหยาบกระด้างของใครบางคนที่คว้าหมับเข้าที่หัวไหล่ของนางอย่างรุนแรง!