หมู่บ้านซีซานอันแร้นแค้น

ความมืดมิดในอุโมงค์ตัดขาดทุกการมองเห็น หลินหว่านอิงสัมผัสได้ถึงฝ่ามือหยาบกระด้างที่ตะปบลงบนไหล่ของนางอย่างมาดร้าย ทว่าหญิงสาวหาได้ตื่นตระหนกไม่ ประสบการณ์อันโชกโชนสอนให้นางเยือกเย็นเสมอในยามคับขัน

นางเบี่ยงตัวหลบด้วยความเร็วเหนือชั้น พลิกข้อมือคว้าหมับเข้าที่จุดชีพจรบนแขนของชายฉกรรจ์ผู้นั้น นิ้วเรียวออกแรงบีบอย่างแรงจนอีกฝ่ายสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเจ็บปวด

พริบตานั้น จิตของนางเชื่อมต่อกับมิติซูเปอร์มาร์เก็ต เข็มเย็บกระสอบเล่มหนาจากโซนโกดังชั้นสามปรากฏขึ้นในฝ่ามืออย่างเงียบเชียบ นางไม่รอช้า กดปลายเข็มอันแหลมคมลงบนจุดฝังเข็มบริเวณลำคอของมันอย่างแม่นยำ

"หากเจ้ารักชีวิต ก็จงไสหัวไปเสีย" น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งกระซิบลอดไรฟัน "หรืออยากให้ข้าเจาะหลอดลมเจ้าทิ้งในความมืดนี้เล่า?"

ชายฉกรรจ์ตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว มันสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของปลายโลหะที่จ่อคอหอย และจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหญิงสาวที่มันคิดว่าเป็นเพียงลูกแกะ มันส่งเสียงร้องอู้อี้ในลำคอ พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการ

แสงสว่างสาดส่องเข้ามาอย่างกะทันหันเมื่อขบวนรถไฟพุ่งทะยานพ้นอุโมงค์!

หลินหว่านอิงชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เข็มเย็บกระสอบถูกเก็บกลับเข้าสู่มิติอย่างไร้ร่องรอย ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนหน้าซีดเผือด รีบหันหลังวิ่งเตลิดกลับไปยังตู้โดยสารอื่นราวกับเห็นผี สวี่ลี่ลี่ที่ยืนแอบดูอยู่ไม่ไกลเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตากับหลินหว่านอิงอีก

หญิงสาวปรายตามองสวี่ลี่ลี่อย่างเย็นชา ก่อนจะก้าวเดินกลับไปนั่งที่ของตนอย่างสงบเงียบ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

ไม่นานนัก เสียงหวูดรถไฟก็ดังก้องกังวาน ขบวนรถไฟเหล็กค่อยๆ ชะลอความเร็วและหยุดลงที่สถานีอำเภอหนานสุ่ย กลุ่มยุวชนที่แบกสัมภาระพะรุงพะรังต่างทยอยก้าวลงจากรถไฟด้วยสภาพอิดโรย

ที่ลานกว้างหน้าสถานี ชายวัยกลางคนผิวคล้ำแดด สวมเสื้อแจ็คเก็ตทหารสีเขียวซีดจางกำลังยืนสูบยาสูบอยู่ข้างเกวียนเทียมวัวเก่าซอมซ่อ เขาคือหวังต้าไห่ ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านซีซานนั่นเอง

"พวกเจ้าคือยุวชนที่จะไปหมู่บ้านซีซานใช่หรือไม่?" หวังต้าไห่เคาะกล้องยาสูบกับล้อเกวียน กวาดสายตามองกลุ่มหนุ่มสาวเมืองหลวงด้วยแววตาประเมิน "รีบเอาสัมภาระขึ้นเกวียนเสีย หนทางยังอีกยาวไกล หากชักช้าจะมืดค่ำกลางทางเอาได้"

หลินหว่านอิงไม่พูดพร่ำทำเพลง นางยกกระเป๋าย่ามและห่อสัมภาระของตนขึ้นเกวียนอย่างทะมัดทะแมง ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งในมุมที่เงียบสงบที่สุด หวังต้าไห่ลอบมองหญิงสาวผู้นี้ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ปกติแล้วพวกยุวชนจากเมืองมักจะบ่นอิดออดเรื่องการนั่งเกวียนวัว แต่แม่หนูคนนี้กลับดูว่านอนสอนง่ายผิดคาด

เกวียนเทียมวัวเคลื่อนตัวออกจากตัวอำเภอ มุ่งหน้าสู่เส้นทางทุรกันดาร ถนนดินลูกรังขรุขระทำให้เกวียนโยกคลอนอย่างรุนแรง ฝุ่นควันคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ สองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขาหัวโล้นและผืนดินแห้งแล้งแตกระแหง บ่งบอกถึงความแร้นแค้นของหมู่บ้านซีซานได้อย่างชัดเจน

หลังจากเดินทางอย่างยากลำบากเกือบสองชั่วโมง ในที่สุดเกวียนวัวก็หยุดลงที่หน้าลานตากข้าวของหมู่บ้าน

"ถึงแล้ว นี่คือหมู่บ้านซีซาน" หวังต้าไห่เอ่ยพลางชี้มือไปยังบ้านดินเหนียวหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน "นั่นคือบ้านพักยุวชนของพวกเจ้า แบ่งแยกฝั่งชายหญิงชัดเจน รีบเข้าไปเก็บของเสีย"

กลุ่มยุวชนต่างเบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพของที่พัก มันเป็นบ้านดินเหนียวเก่าซอมซ่อ หลังคามุงฟางที่ดูเหมือนจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ ผนังมีรอยแตกร้าว หน้าต่างทำจากกระดาษที่ขาดวิ่น ประตูไม้ก็ผุพังจนแทบจะปิดไม่ได้

"อะไรกัน! นี่มันคอกหมูชัดๆ!" สวี่ลี่ลี่กรีดร้องออกมาด้วยความรับไม่ได้ นางทิ้งกระเป๋าลงพื้นและชี้หน้าโวยวาย "ข้ามาจากเมืองหลวงนะ จะให้ข้านอนในรูหนูสกปรกแบบนี้ได้อย่างไร! ข้าไม่ยอมเด็ดขาด ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านต้องหาที่พักใหม่ให้ข้าเดี๋ยวนี้!"

ใบหน้าของหวังต้าไห่ดำทะมึนลงทันที เขาตบโต๊ะไม้เก่าๆ ที่อยู่ใกล้ๆ เสียงดังลั่น "หุบปาก! ที่นี่คือชนบท ไม่ใช่โรงแรมในเมืองหลวง! บ้านพักยุวชนมีเท่านี้ หากเจ้าอยู่ไม่ได้ก็ไปนอนกลางทุ่งนาเสีย!"

สวี่ลี่ลี่ยังคงไม่ยอมแพ้ "แต่สภาพมันแย่เกินไป! ข้าจะไปฟ้องทางการว่าพวกท่านทารุณกรรมยุวชน!"

"ฟ้องเลย! ไปฟ้องเลย!" หวังต้าไห่คำรามลั่น ชี้หน้าหญิงสาวอย่างเหลืออด "แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ หากเจ้ายังก่อกวนไม่เลิก ข้าจะหักแต้มกงเฝินของเจ้าให้หมด! ดูซิว่าเจ้าจะเอาอะไรกินในหน้าหนาวนี้!"

คำขู่เรื่องแต้มกงเฝินทำให้สวี่ลี่ลี่ชะงักงัน นางหน้าซีดเผือด กัดริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจ แต่ก็ไม่กล้าปริปากโวยวายอีก ได้แต่ก้มหน้ากระแทกเท้าเดินเข้าไปในบ้านพักหญิงอย่างกระฟัดกระเฟียด

ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังจับกลุ่มบ่นกระปอดกระแปด หลินหว่านอิงกลับเดินเงียบๆ เข้าไปในบ้านพัก นางสำรวจเตาเตียงคังที่ทอดยาวจรดผนัง มันเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ นางไม่รอช้า วางสัมภาระลงและเริ่มลงมือทำความสะอาดพื้นที่ส่วนของตนทันที

หญิงสาวอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต ล้วงมือลงในกระเป๋าย่าม ดึงผ้าขี้ริ้วสะอาดและขวดสเปรย์ฆ่าเชื้อที่ลอกฉลากออกแล้วจากชั้นสองของมิติออกมา นางฉีดพ่นน้ำยาลงบนเตียงคังแล้วเช็ดถูอย่างรวดเร็ว กลิ่นเหม็นอับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสะอาดจางๆ

หวังต้าไห่ที่ยืนดูสถานการณ์อยู่หน้าประตูพยักหน้าด้วยความพึงพอใจเมื่อเห็นการกระทำของหลินหว่านอิง 'แม่หนูคนนี้รู้จักปรับตัว ไม่บ่นโวยวายไร้สาระ คงทำงานทำการได้ดีกว่าพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเหล่านั้นแน่' เขาคิดในใจ ก่อนจะเดินจากไปเพื่อจัดการธุระอื่น

ค่ำคืนแรกในหมู่บ้านซีซานผ่านไปอย่างยากลำบาก อากาศหนาวเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านรอยแตกของผนัง หลินหว่านอิงนอนห่มผ้าที่นางแอบเอาผ้าห่มนวมผืนบางจากมิติมาเย็บซ่อนไว้ในปลอกผ้าห่มเก่าๆ ร่างกายจึงอบอุ่นสบายกว่ายุวชนคนอื่นๆ ที่นอนขดตัวสั่นเทาอยู่บนเตียงคัง

กลางดึกสงัด ท่ามกลางเสียงกรนเบาๆ ของสวี่ลี่ลี่และยุวชนหญิงคนอื่นๆ หลินหว่านอิงหลับตาลงเตรียมจะพักผ่อน พรุ่งนี้คือวันแรกของการลงนาทำงาน นางต้องสะสมแรงไว้ให้มาก

ทว่าในวินาทีที่กำลังจะเคลิ้มหลับนั้นเอง...

"กุกกัก..."

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นที่ด้านนอกหน้าต่างกระดาษขาดวิ่นใกล้กับศีรษะของนาง!

หลินหว่านอิงลืมตาโพลงในความมืด ร่างกายตื่นตัวเต็มที่ นางกลั้นหายใจเงี่ยหูฟัง

"แกรก..."

เงาดำสายหนึ่งทาบทับลงบนหน้าต่างกระดาษ มีใครบางคนกำลังพยายามงัดกลอนประตูไม้ที่ผุพังบานนั้นจากด้านนอก!